วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โควิดเข้าสู่ภาวะแพร่ระบาดทั่วโลก

ดัชนีวานนี้ปิดปรับตัวลงต่อเนื่อง จากความกังวลการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และแนวโน้มสงครามราคาน้ำมันที่ยังไม่คลี่คลาย

ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดที่ 1,249.89 จุด (-21.36 จุด) Volume 7.2 หมื่นลบ. ต่างชาติ -3,925.69 ลบ. TFEX Net +23,597 สัญญา

ปัจจัยบวก / ปัจจัยลบ

+คาดว่าการเร่งออกเกณฑ์ SSF แบบพิเศษ 16 มี.ค.เข้าลงทุนให้ตลาดหุ้นจะช่วยพยุงหุ้นและการออก “บอนด์ละบาท” ราวไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะช่วยเสริมอีกแรง

-ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 1,464.94 จุด -5.86% หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่า ไวรัสโควิด-19 ได้เข้าสู่ภาวะแพร่ระบาดไปทั่วโลกแล้ว  และแรงกดดันจากคณะทำงานของปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ล่าช้าในการแถลงรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 ส่วนดาวน์โจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลงอีก 2%

-ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดร่วง 1.38 ดอลลาร์ -4% ปิดที่ 32.98 ดอลลาร์/บาร์เรล และมีแรงกดดันจากหลังจากสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด รวมทั้งการปะทุของสงครามราคาน้ำมันในการที่ซาอุดีอาระเบียประกาศแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี

-ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตร่วง 28.24 จุด -0.94% ส่วนนิกเกอิร่วงลง 451.06 จุด -2.27% เหตุวิตกโควิด-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน

-จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐทะลุ 1,000 ราย เพิ่มขึ้น 10 เท่าจากสัปดาห์ที่แล้ว ปธน.ทรัมป์แถลงการณ์ระงับการเดินทางจากทุกประเทศยุโรปยกเว้นอังกฤษ

-Fund Flow ต่างชาติมีสถานะขาย YTD 68,253.42 ลบ. ค่าเงินบาท 31.48 บาท/US

*จับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) EU รายงานการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค. และสหรัฐเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนก.พ. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย

คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงตามทิศทางตลาดโลก โดยมีแรงกดดันหลัง WHO ประกาศว่า ไวรัสโควิด-19 ได้เข้าสู่ภาวะแพร่ระบาดไปทั่วโลกแล้ว (pandemic) ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงแรง 4% เป็นตัวกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,200-1,250 จุด

กลยุทธ์การลงทุน

  • หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า (TU CPF)
  • หุ้น Defensive (RATCH TTW ADVANC CHG)
  • หุ้น High Dividend Yield (KKP TISCO INTUCH)
  • เก็งกนง.ลดดอกเบี้ย (BAM MTC BFIT AMANAH)

หุ้นรายงานพิเศษ

JKN Analyst Meeting (ราคาเหมาะสม Bloomberg Consensu 9.10) 
มุมมอง
Neutral

ปี 62 มีรายได้รวม 1,711 ล้านบาท +20% เติบโตเฉลี่ย 6 ปี (CAGR) เท่ากับ 43% รายได้หลัก 96% เป็นรายได้จากการขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ +25% โครงสร้างรายได้ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นและเติบโตสูงกว่า 2 เท่าตัวมาจาก VOD ในการให้บริการลูกค้ารายใหญ่คือ Bfix โดยมี backlog ปลายปี 62 เท่ากับ 278 ล้านบาทเป็นรายได้ในประเทศทั้งหมด สัดส่วนคชจ.ขายและบริหารเพิ่มขึ้นเป็น 23% จาก 18% ในปี 61 เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าทำให้เกิดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 21 ล้านบาท (แต่ลูกหนี้ทยอยจ่ายชำระคืนแล้วซึ่งผู้บริหารคาดจะคืนครบในปีนี้)

ปี 63 ผู้บริหารคาดรายได้รวมเติบโตต่อเนื่องทั้งจากการขายคอนเทนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การขายโฆษณาคาดจะดีขึ้นหลังช่องข่าว JKN-CNBC ปรับปรุงผังรายการและช่องทางออกอากาศที่ชัดเจน ด้านสัดส่วนคชจ.ขายและบริหารน่าจะลดลงจากปี 62 เนื่องจากจำนวนครั้งที่ออกงานโรดโชว์ขายคอนเทนต์ลดลง ทั้งนี้บริษัทมีแผนย้ายมาซื้อขายในตลาด SET ราวปลาย Q3-Q4 ปี 62

ความเห็น เราเห็นพัฒนาการที่ดีในปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อรับมือสถานกาณ์ที่เป็นจุดอ่อนด้านรายได้ในปี 62 และคาดว่าสถานกาณ์มีแนวโน้มคลี่คลายในปีนี้โดยต้องจับตาดูผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเป็นเครื่องพิสูจน์  จึงมีมุมมอง “Neutral”

หุ้นมีข่าว   

·      (+) SCB (Bloomberg Consensus 109.83 บาท) ประกาศซื้อหุ้นคืน 1.6 หมื่นล้านบาท เริ่ม 20 เม.ย.นี้ ผู้บริหารมองราคาตอนนี้ต่ำเกินไป สวนทางฐานะของแบงก์ที่แข็งแกร่ง มั่นใจหลังซื้อหุ้นคืนช่วยเพิ่มกำไรและปันผลต่อหุ้น (ที่มา ข่าวหุ้น)

·      (+/-) GRAMMY (Bloomberg Consensus - บาท)  คาดธุรกิจเพลงภายใต้ “จีเอ็มเอ็ม มิวสิค” ในปี 63 จะมีรายได้เติบโต 10% รับแรงหนุนธุรกิจทุกส่วนยังสดใส ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน ชูยุทธศาสตร์บันได 3 ขั้น ขับเคลื่อนการเติบโต (ที่มา ข่าวหุ้น)

·      (+) CHO (Bloomberg Consensus -บาท) มั่นใจรายได้รวมปี 63 โต 10% จากปีก่อน ตุนแบ็กล็อก 1,864 ล้านบาท จ่อเซ็นสัญญารับงานเพิ่มอีก 170 ล้านบาท พร้อมเตรียมร่วมประมูลงานเช่ารถโดยสารของบขส. จำนวน 257 คัน มูลค่า 1,826 ล้านบาท ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ (ที่มา ข่าวหุ้น)

·      (+) UNIQ (Bloomberg Consensus 11.00 บาท)  ปีนี้ประมูลงานไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท เช่นโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าสายสีส้ม แหลมฉบังเฟส 3 เป็นต้น ตั้งเป้าคว้างานใหม่ปีนี้ 2-3 หมื่นล้านบาท เติม Backlog ในมือจากปัจจุบันที่ 2.7 หมื่นล้านบาท ทยอยรับรู้เป็นรายได้ในอีก 2 ปี พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท แย้มกลางปีเล็งออกหุ้นกู้หวังลดต้นทุนการเงินลงจากปัจจุบันที่ 3-5% มองปีนี้งานรับเหมาก่อสร้างยังทยอยออกต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าปีก่อน (ที่มา ทันหุ้น)

·      (+) SKE (Bloomberg Consensus - บาท)  แย้มโค้งแรกฟอร์มแจ่มซดขายไฟ "แม่กระทิง" บิ๊ก "จักรพงส์ สุเมธโชติเมธา" ย้ำปี 2563 รายได้โต 30% แถมไฟเขียวปันผล 0.025 บาท ขึ้น XD 13 มีนาคมนี้ (ที่มา ทันหุ้น)

·      (+) NOBLE (Bloomberg Consensus 30.75 บาท)  เตรียมเปิดโครงการใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท กำแบ็กล็อกที่รอรับรู้รายได้ปี 2563 กว่า 17,000 ล้านบาท คาดรับรู้รายได้ภายในปีนี้ 80% พร้อมวางเป้าหมายรายได้ที่ 11,000-12,000 ล้านบาท ส่วนยอดขายอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท (ที่มา ทันหุ้น)

·      (+) KTC (Bloomberg Consensus 41.82 บาท)  เดินหน้าออกหุ้นกู้ชุดใหม่ 5-6 พันล้านบาท รีไฟแนนซ์ของเดิม หวังลดต้นทุนการเงินให้เหลือต่ำกว่า 2.8% พร้อมปักธงปี 2563 กำไรดีกว่าปีก่อน หลังยอดรูดบัตรเครดิตสดใส-TFRS9 หนุน คาดยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตปีนี้โต 15% ส่วน NPL สิ้นปีนี้มองเพิ่มเป็น 7-9% จากเดิมที่ 1.06% รับมาตรฐานบัญชีใหม่ ด้านโบรกเกอร์ แนะนำ "ซื้อ" เคาะเป้าหมายที่ 49.00 บาท (ที่มา ทันหุ้น)