“แบงก์ชาติ” เผยความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตพุ่ง คาดนำไปใช้เพื่อบริหารสภาพคล่อง ย้ำเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด หวั่นเพิ่มความเปราะบางภาคครัวเรือน ขณะ “แบงก์พาณิชย์” เข้มการปล่อยกู้มากขึ้น พร้อมแนะจับตาภาคอสังหาฯ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อ ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงด้านสินเชื่อของสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต และธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-banks) โดยธปท.ได้สำรวจจาก ธนาคารพาณิชย์ไทย สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจจำนวน 27 แห่ง และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลนอนแบงก์ อีก 25 แห่ง ซึ่งครอบคลุม 98.6% ของสินเชื่อทั้งหมด
จากการสำรวจ พบว่า แนวโน้มสินเชื่อในไตรมาสแรกปี 2563 ในส่วนสินเชื่อครัวเรือน คาดว่า ความต้องการสินเชื่อครัวเรือนโดยรวมลดลง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภค มีเพียงความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงิน คาดว่าครัวเรือนจะยังใช้ช่องทางนี้เพื่อบริหารสภาพคล่อง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเนื่องจากอาจสะท้อน ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและมีนัยต่อเสถียรภาพระบบการเงิน
ส่วนมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นสินเชื่อบัตรเครดิตที่ สถาบันการเงิน ยังกังวลใน คุณภาพผู้กู้จึงมีแนวโน้มเพิ่มความระมัดระวัง
สำหรับแนวโน้มสินเชื่อธุรกิจ คาดว่าความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสินเชื่อกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในส่วนที่ เกี่ยวเนื่องกับโครงการลงทุนภาครัฐและเพื่อเข้าซื้อกิจการค้าปลีก สำหรับ ธุรกิจเอสเอ็มอีมีความต้องการสินเชื่อต่อเนื่องเช่นกัน และมีปัจจัยบวกจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยเสริมสภาพคล่องธุรกิจ โดยสถาบันการเงิน คาดว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะขอสินเชื่อเพิ่มขึ้นชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2563
ด้านมาตรฐานการให้สินเชื่อ คาดว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อต่อเนื่องทั้งในกลุ่มธุรกิจ ขนาดใหญ่และธุรกิจ SMEs จากความกังวลต่อผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ ธปท. ยังเปิดเผยรายงานแนวโน้มธุรกิจ จากการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 169 ราย ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.-31 ธ.ค. 2562 ที่ออกมาล่าสุด พบว่า มีบางข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ในภาพรวมยังชะลอตัวในทุกภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พบว่าภาคอสังหาฯหดตัว ขณะที่สถาบันการเงิน สถาบันการเงินระมัดระวังการให้สินเชื่อ ประกอบกับกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อ ชะลอการตัดสินใจ เนื่องจากรอความชัดเจนภาษีที่ดิน และพบว่า ในบ้านจัดสรรบางโครงการ เช่น ในขอนแก่น อุบลราชธานี นครพนม ผู้ประกอบการลดขนาดที่ดินและพื้นที่ใช้สอยเพื่อลดระดับราคาบ้านให้อยู่ระดับไม่เกิน 3 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เริ่มพบว่า สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อที่ให้กับลูกค้ากลุ่มวิชาชีพ แพทย์ เภสัชกร ที่เพิ่งเริ่มทำงานและต้องการซื้อบ้านในระดับ 4 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากกังวลความสามารถในการผ่อนชำระในอนาคต
ขณะที่ภาคเหนือ โดยในภาคเหนือ ธุรกิจอสังหาฯ หดตัว จากระยะเดียวกันปีก่อน แม้จะมีมาตาการลดค่าธรรมเนียมการโอน จดจำนอง การคืนเงินดาวน์ แต่กำลังซื้อในประเทศซบเซา และประชาชนบางส่วนยังมีความกังวล เกี่ยวกับมาตรการภาษีที่ดินที่ยังไม่ชัดเจน ขณะที่สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ แก่ผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง สำหรับลูกค้าต่างชาตชะลอลง จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ









