วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลุ้น‘หุ้นไทย’พุ่งคลายวิตกงบปี63 คาดรัฐจ่ออัดมาตรการกระตุ้นศก.เพิ่ม ดัชนีแตะ 1,600 จุด

โบรกเกอร์ ฟันธง หุ้นไทยมีลุ้นทะยานแตะ 1,600 จุด ภายในเม.ย.นี้ รับปัจจัยบวกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยงบปี 63 “ไม่โมฆะ” คาดหลังจากนี้ รัฐบาลเตรียมอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ขณะ ความกังวลเรื่องไวรัสโคโรนาเริ่มผ่อนคลาย ส่งผลบวกต่อการลงทุน ประเมินสัปดาห์หน

ดัชนีหุ้นไทยวานนี้(7ก.พ.) แกว่งตัวผันผวนตลอดทั้งวัน โดยช่วงเช้าดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบ และมีแรงขายออกมาอย่างหนักในช่วงต้นของการเปิดการซื้อขายภาคบ่าย ทำให้ดัชนีปรับลดลงทำจุดต่ำสุดที่ 1,527.34 จุด ลดลง 8.45จุด ก่อนจะรีบาวด์กลับขึ้นมา หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ งบประมาณปี 2563 ไม่เป็นโมฆะ แต่ให้ไปโหวตในวาระ 2-3 ใหม่ ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามา ดันให้ดัชนีรีบาวด์มาปิดตลาดที่ 1,535.24 จุด ลดลง 0.55จุด หรือ 0.04% มูลค่าการซื้อขาย 60,509.54 ล้านบาท

ขณะที่หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง มีแรงซื้อกลับเข้ามาในช่วงสั้นๆ และดันให้ราคาขึ้นมายืนในแดนบวกชั่วคราว ก่อนที่จะมีแรงเทขายออกมาในช่วงท้ายตลาด ส่งผลให้ราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ปรับลดลง นำโดย หุ้น บมจ.ช.การช่าง(CK) ปิดตลาดที่ระดับ 21.30 บาท ลดลง 1.42% บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น(STEC) ปิดที่ 16.00 บาท ลดลง 1.23%

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ ประเมินกลุ่มรับเหมาก่อสร้างดาวน์ไซด์เริ่มจำกัดและแนวโน้มสดใสสำหรับปี 2564 พร้อมแนะนำให้ “Overweight” โดยคาดว่า แม้การผ่านร่างงบประมาณจะล่าช้า แต่มองว่าจะกระทบกลุ่มรับเหมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ไม่ใช่เป้าหมายของบริษัทในตลาดและสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณปี 2563 เช่น รถไฟรางคู่ทั้ง 2 สายสามารถประมูลไปพร้อมกับกระบวนการผ่านร่างได้ เนื่องจากต้องใช้เวลาหลายเดือนและโครงการที่ไม่ได้ใช้งบส่วนนี้จะไม่ได้รับผลกระทบ

นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ไม่เป็นโมฆะและให้โหวตใหม่วาระ 2-3นั้น จะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศและบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้

โดยเบื้องต้นประเมินว่าการโหวตร่างงบประมาณปี 2563ในวาระ 2-3ใหม่นั้น คาดว่าฝั่งรัฐบาลน่าจะเร่งประชุมส.ส.ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งทำให้การดำเนินการอย่างช้าสุดไม่น่าจะเกินช่วง 1-2 เดือนนี้น่าจะมีความชัดเจนของร่างงบประมาณปี 2563 หรือช่วงปลายเดือนมี.ค.2563 เม็ดเงินงบประมาณน่าจะไหลเข้าระบบได้ 

ทั้งนี้คาดว่าหากร่างงบประมาณปี 2563 ผ่านการเห็นชอบน่าจะส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มค่อยๆปรับตัวดีขึ้นและเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องการที่ผ่านมางบประมาณภาครัฐล่าช้าไปแล้วกว่า 6 เดือน ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปกว่า 1.6 แสนล้านบาท และเมื่องบประมาณปี2563 ผ่านการพิจารณารอบใหม่เชื่อว่าภาครัฐจะมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่อั้นไว้และอาจมีการโยกงบประมาณบางส่วนไปในปี 2564 รวมถึงอาจมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติม

ขณะที่ทิศทางตลาดหุ้นไทยนั้น มองว่าช่วงที่ผ่านมามีแรงกดดันภาวะการลงทุนอยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าและร่างงบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้า ซึ่งปัจจุบันคาดว่าแรงกดดันจากทั้ง 2 ปัจจัยเริ่มผ่อนคลายลงแล้ว หลังจากสถานการณ์การควบคุมแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดีกว่าที่คาด จากเดิมที่คิดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ประกอบกับร่างงบประมาณปี 2563 ที่คาดว่าจะใช้เวลาอย่างช้าสุดไม่เกิน 2 เดือน จึงทำให้คาดว่าในช่วงไตรมาส 1-2 ปีนี้ตลาดหุ้นน่าจะเคลื่อนไหวแบบไซด์เวย์อัพมากกว่าลดลงไปที่ระดับ 1,500 จุดแล้ว โดยประเมินว่ามีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นระดับ 1,560 จุดไปจนถึงแตะระดับ 1,600 ได้ภายในเดือนเม.ย.2563 พร้อมคงเป้าหมายดัชนีฯทั้งปีนี้ที่ระดับ 1,700 จุด

ส่วนกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการตัดสินงบประมาณปี2563 ทั้งฉบับไม่เป็นโมฆะ ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ,กลุ่มค้าปลีก,กลุ่มโรงแรมและสายการบิน,กลุ่มแบงก์ขนาดเล็กและนอนแบงก์,กลุ่มอสังหาฯ และกลุ่มธุรกิจยางมะตอย เช่น TASCO

“สำหรับทิศทางตลาดหุ้นสัปดาห์หน้ามองว่าดัชนีฯน่าจะอิงไปในแดนบวกได้ เพราะมีแรงหนุนจากปัจจัยภายในประเทศทั้งการลดดอกเบี้ยและร่างงบประมาณปี 63 ที่ไม่เป็นโฆฆะ ประกอบกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐเริ่มผ่อนคลายลง พร้อมประเมินกรอบดัชนีฯไว้ที่ระดับ 1,520-1,560 จุด”