นาทีนี้อุณหภูมิความร้อนแรงระหว่างประเทศสหรัฐ กับ อิหร่านและอิรัก มีแต่กระแสความรุนแรงและไม่พอใจ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมากองทัพสหรัฐเปิดฉากใช้โดรนโจมตีกลางกรุงแบกแดก อิรัก จนทำให้นายพลแห่งกองกำลังพิเศษอิหร่านเสียชีวิต
ทางกลับกันมีหุ้นได้ประโยชน์ย่อมมีหุ้นที่เสียผลประโยชน์ตามมา หากเน้นเพียงแค่ราคาน้ำมันขาขึ้นในภาวะการณ์ไม่ปกติแบบนี้ย่อมกระทบทุกภาคธุรกิจ เพราะถือว่าเป็นต้นทุนหลัก ด้วยปัจจัยลบเดิมที่มีอยู่แล้ว เมื่อรวมกับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่า และล่าสุดกับการเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสในจีนกลายเป็นโรคปอดอักเสบ กลายเป็นปัจจัยลบ 3 เด้งต่อกลุ่มท่องเที่ยวและสายการบินหนักกว่าธุกิจอื่น เฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ถือว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับธุรกิจการบินอยู่แล้ว จากปัจจุบันราคาน้ำมันพุ่งทยานในรอบ 3 เดือน และคาดกันว่าความขัดแย้งสหรัฐและอิหร่านจะยังไม่จบลงระยะเวลาสั้น ทำให้คาดว่าราคาน้ำมัน 1-2 เดือนข้างหน้าเห็นที่ระดับ 75 เหรียญต่อบาร์เรล จากปัจจุบันราคาน้ำมันดิบ เบนท์ (Brant) อยู่ที่ 68.60 เหรียญต่อบาร์เรล
ปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลว่าอิหร่านใช้จุดยุทธศาสตร์สำคัญด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นจุดส่งสินค้าน้ำมันที่สำคัญในตะวันออกกลางด้วยจำนวน 17-20 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก
โดยต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถือว่าเป็นต้นทุนใหญ่สุดของทุกสายการบินคิดเป็นสัดส่วน 30-40 % ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงทำให้คาดการณ์ไม่ยากว่าเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นกลุ่มสายการบินต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันตามไปด้วย
ขณะที่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 ที่ผ่านมากลุ่มสายการบินยังเผชิญผลกระทบทางอ้อมจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง เพราะทำให้นักท่องเที่ยวหันไปใช้จ่ายที่ประเทศอื่นแทนไทย เพราะเทียบต้นทุนแล้วการเดินทางมาไทยมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น 6-7 %
ก่อนหน้านี้เฉพาะประเด็นค่าเงินบาททางกลุ่มสายการบินได้มีการเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำทั้ง สายการบินไทยแอร์เอเชีย สายการบินไทยเวียตเจ็ท สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ และสายการบินนกแอร์ ยื่นหนังสือด้วยการขอให้คลังช่วยปรับลดภาษีสรรพสามิต น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นจากปัจจุบันที่เก็บอยู่ที่อัตรา 4.726 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบจากการประกอบธุรกิจ หลังจากประสบปัญหาค่าบาทแข็งค่า และการท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติชะลอตัว
ดังนั้นจึงเห็นธุรกิจสายการบินทั้งกลุ่มเผชิญการขาดทุนไตรมาส 3 ปี 2562 อยู่ที่ 5,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.62% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และงวด 9 เดือน ปี 2562 ขาดทุน 13,266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 163.10 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่ปัจจัยทั้งค่าเงินบาทและ ราคาน้ำมันคือกว่าถ่วงราคาหุ้นกลุ่มสายการบินอยู่แล้ว ยังเพิ่มปัจจัยลบเข้ามาเมื่อมีการตรวจพบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสที่อู่ฮั่น ประเทศจีน 44 ราย และเริ่มพบ 1 รายที่สิงคโปร์จนทำต้องมีการเฝ้าระวังคุมเข้มทุกช่องทางผ่านเข้า-ออก ประเทศ
ประเด็นดังกล่าวถ้าเทียบกับเหตุการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา อย่างกรณี โรคซาร์ส (SARS)พบ ปี 2546 โรคไข้หวัดนกพบปี 2552 หรือ เมอร์ส (MERS) พบในปี 2558 ปรากฎว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงพร้อมกับรายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวลงเช่นกัน แต่ยังจำกัดผลกระทบแค่ระยะสั้น
สถานการณ์ของธุรกิจสายการบินเรียกว่าทำกำไรหืดขึ้นคออยู่แล้ว เพราะภายในอุตสาหกรรมยังมีการแข่งขันตัดราคาตั๋วเครื่องบินในกลุ่มสายการบินต้นทุนอยู่แล้ว จนทำให้สายการบินไม่ได้อยู่ในกลุ่มต้นทุนต่ำต้องลงมาเล่นเรื่องราคาด้วยเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วสะท้อนไปยังผลประกอบการในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เรียกได้ว่า เป็นกลุ่มที่ยังแบกรับปัจจัยลบต่อเนื่อง









