ผลกระทบจากการเข้าจดทะบียนของหุ้นน้องใหม่ไซต์เบิ้ม บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ด้วยมูลค่ามาร์เก็ตแคป 1.94 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมาส่งผลทำให้หุ้นใหญ่ในอันดับที่ 50 ในกลุ่ม เซ็ท 50
ธนาคาร เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ตกชั้นไปโดยปริยาย เข้าไปอยู่ในเซ็ท 100 แทน
โดยใช้ระยะเวลาปรับเปลี่ยนทันทีภายใน T+1 หรือ T+3 วานนี้ (16 ต.ค. )เม็ดเงินของสถาบันหรือกองทุนที่จะลงทุนตามสัดส่วนอิงดัชนี เซ็ท 50 จะลดลง ซึ่งที่ผ่านมีการคาดการณ์ว่าด้วยจำนวนกองทุนที่ลงทุนในดัชนีดังกล่าว 17 กองทุน มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) 43,000 ล้านบาท
จากกองทุนขนาดใหญ่ มีเพียงจำนวน 8 กองทุนหรือคิดเป็น 90 % ที่มีการสำรวจ และเทียบกับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ KKP เม็ดเงินที่คาดว่าจะหายไปอยู่ที่ประมาณ 208 ล้านบาท ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อราคาหุ้นแน่นอนแต่มีนัยสำคัญไม่มาก
เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น KKP ก่อนและหลังมีการเปลี่ยนแปลงอันดับใน เซ็ท 50 ในช่วงเดือนก.ย. ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 8.65 % จาก 72.25 บาท มาอยู่ที่ 66.00 บาท ขณะที่เดือนต.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.68 % จาก 65.25 บาท อยู่ที่ 67.00 บาท และหากนับช่วง 7 -10 ต.ค. ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 8.52 % จาก 64.50 บาท อยู่ที่ 67.00 บาท
ขณะเดียวกัน KKP มีปัจจัยบวกที่ยังผลักดันราคาหุ้นกับผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2562 จะประกาศในวันที่ 18 ต.ค. นี้ ปัจจุบันตามการประมาณการณ์ของนักวิเคราะห์คาดว่าจะเติบโตสวนทางกับกลุ่มอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับ บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเซียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO ที่กำไรเติบโตทั้งเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อน
ปัจจัยสำคัญมาจากการกระจายรายได้จากธุรกิจอิงดอกเบี้ย(Net Interest Income)และไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non Interest Income) มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 63 % และ 37 % ตามลำดับ โดยในส่วนของธุรกิจอิงดอกเบี้ยส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อ
ตามพอร์ตสินเชื่อโดยรวมครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 2.33 แสนล้านบาท เติบโต 2.1 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน มาจากสินเชื่อรายย่อยในสัดส่วน 60.2 % ที่เน้นไปที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ประมาณ 45.1 % ส่วนสินเชื่อเชิงพาณิชย์ สัดส่วนอยู่ที่ 24.1 % มีทั้งปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อ เอสเอ็มอี
ขณะที่ธุรกิจไม่ใช่ดอกเบี้ยส่วนใหญ่ธุรกิจด้านตลาดทุน มี บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เป็นบริษัทลูก ซึ่งในไตรมาส 3 ปี 2562 สามารถครองอันดับมาร์เก็ตแชร์ อยู่ที่ 10 % เทียบกับไตรมาสก่อนอยู่ที่ 8.8 % ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยตลาดหุ้นรวมอยู่ที่ 64,000 ล้านบาทต่อวัน จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 54,000 ล้านบาทต่อวัน ส่งทำให้รับรู้รายได้จากค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ยังมีงานด้านวาณิชธนกิจ (IB) จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินดีลต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาประกอบไปด้วย การนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นครั้งแรก (IPO) บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME มีมูลค่าระดมทุน 4,000 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาการนำหุ้น AWC เข้าตลาดหุ้น ซึ่งมีมูลค่าระดมทุน 48,000 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 4
การเป็นที่ปรึกษาระดมทุน บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เพิ่มทุนมูลค่า 74,000 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 4 และ ที่ปรึกษาการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารทหารไทย (TMB) และ ธนาคารธนชาต (TBANK) ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2563 คาดว่ารายได้ในส่วนนี้จะเข้ามาหนุนรายได้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามด้วยภาวะเศรษฐที่ชะลอตัว KKP ได้มีการปรับประมาณการเติบโตสินเชื่อปีนี้เหลือ 5 % จากเดิมมองไว้ 8 % จากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์พลาfเป้าในครึ่งปีแรกเติบโตเพียง 2.1 % จากมองไว้ 2.7 % และการเร่งปล่อยสินเชื่อรถยนต์มือสองปลายปีก่อน ทำให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น จึงทำให้ครึ่งปีหลังมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด
รวมทั้งพยายามควบคุมสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ระดับ 4 % จากปัจจุบันอยู่ที่ 4.2 % เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ที่ 4.1 % ดังนั้น บล. ทิสโก้แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 82 บาท ตามผลประกอบการที่ฟื้นตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง คาดไตรมาส 3 และ 4 ปี 2562 อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท และมีเงินปันผลที่สูงคาด 4.4 บาทต่อหุ้น









