รอซื้อเล่นรีบาวด์ช่วงอ่อนตัว
ตลาดหุ้นวานนี้
SET Index ปรับลงแรง -13.13 จุด (-0.80%) ปิดที่ระดับ 1,624 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงหลังซาอุฯฟื้นฟูกำลังการผลิตนำมันได้เร็วกว่าคาดยังเป็นแรงกดดันต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรฯ รวมถึงแรงขายลดความเสี่ยงจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังไม่มีทิศทางชัดเจน ส่วนนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,487 ล้านบาท และ Net Short TFEX จำนวน 7,201 สัญญา แต่ซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 1,283 ล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้
เรามีมุมมองเป็นลบคาด SET ปรับตัวลงทดสอบ 1,610 - 1,615 จุด จากทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ผิดหวังตัวเลขดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐทรุดตัวลงต่ำสุดในรอบ 10 ปีที่ระดับ 47.8 จุดส่งผลให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์ Trade war จะฉุดให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะหดตัว นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงจากความกังวล Demand การใช้น้ำมันที่อ่อนตัวตามภาวะเศรษฐกิจจะเป็นลบต่อกลุ่มพลังงาน อีกทั้งทิศทาง Fund Flow ต่างชาติที่ยังคงไหลออกจะกดดันต่อภาวะตลาดในช่วงนี้ จึงแนะนำ รอซื้อเล่นรีบาวด์ช่วงอ่อนตัว
กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy
- กลุ่มท่องเที่ยว (ERW, MINT ) และส่งออก (GFPT, TU) ครม.เศรษฐกิจจะพิจารณามาตรการกระตุ้นศก.ด้านการส่งออก-ท่องเที่ยวในวันที่ 7 ต.ค.
- กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, SAWAD, THANI) ได้ประโยชน์ต้นทุนลดลงจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง
- Defensive stock AOT, INTUCH, ADVANC, BEM, BTS, BDMS, BCH, CHG, GPSC, BGRIM, TTW, CPALL
หุ้นแนะนำวันนี้
- TU (ปิด 16.6 ซื้อ/เป้า 21.8) ได้ผลบวกจากราคา Skipjack Tuna ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของทูน่ากระป๋องของ TU ปรับตัวลงสู่ระดับ USD1,100/ton ในเดือน ก.ย.ลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ช่วยคลายกังวลต่อทิศทางราคาทูน่าที่สูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ซึ่งจะช่วยให้ GPM และกำไรของ TU เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นทั้ง 3Q19 และ 4Q19
- EPG (ปิด 7.1 ซื้อเก็งกำไร/เป้า IAA Consensus 7.8) คาดกำไรสุทธิ 2Q20 (ก.ค.-ก.ย.19) น่าจะกลับมาเติบโตทั้ง qoq และ yoy จากการฟื้นตัวดีขึ้นในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะ Packaging และ Aeroklas ซึ่งได้ผลบวกจากต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ลดลง (HDPE, PP, PET) และยังมีแนวโน้มจะลดลงอีกตามราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน
บทวิเคราะห์วันนี้
AOT (ปิด 74.25 ซื้อ/เป้า 87 บาท)
ประเด็นสำคัญวันนี้
- (-) ดาวโจนส์ร่วง 344 จุด กังเศรษฐกิจถดถอยหลังดัชนี PMI การผลิตสหรัฐร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี: ดัชนีดาวโจนส์ร่วงแรงกว่า 344 จุด เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังจากสหรัฐรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน ก.ย.ซึ่งจัดทำโดย ISM ลดลงสู่ระดับ 47.8 จาก 49.1 ในเดือน ส.ค. นับเป็นการลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และเป็นการลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี สาเหตุหลักมาจากผลของสงครามการค้า ซึ่งทำให้ยอดการส่งออกลดลง กระทบมาที่ยอดการผลิตที่ลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามเรายังต้องติดตามตัวเลข ISM ภาคบริการของสหรัฐที่จะเปิดเผยในวันที่ 3 ต.ค. รวมถึงตัวเลข Nonfarm payrolls ในวันที่ 4 ต.ค.ว่าจะออกมาในทิศทางที่ย่ำแย่เหมือนกันหรือไม่ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจ (GDP) ของสหรัฐมาจากภาคบริการคิดเป็น 70%
- (-) กลุ่มธุรกิจน้ำมัน ยังถูกกดดันจากภาพรวมราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 และต่ำสุดในรอบ 2 เดือน: ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงอีก 45 เซนต์ (-0.8%) ปิดที่ระดับ 53.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากหลายปัจจัยลบรุมเร้าเริ่มจาก 1) กังวลดีมานด์ชะลอตัวหลังจากสหรัฐรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย.ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี, 2) คลายกังวลภาวะอุปทานตึงตัวหลังจากซาอุฯฟื้นการผลิตน้ำมันดิบได้เร็วกว่าที่คาด และ 3) เอกวาดอร์ขอถอนตัวจากกลุ่ม OPEC ในวันที่ 1 ม.ค.2020 ส่งผลให้อุปทานจะไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น (เพราะไม่ต้องทำตามข้อตกลงของ OPEC) ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานวันนี้ยังถูกกดดัน นำโดย PTTEP และ หุ้นในกลุ่มโรงกลั่น (TOP, SPRC, ESSO และ BCP)
- (-) WTO มองลบปรับลดคาดการณ์การค้าโลกปีนี้และปีหน้า สะท้อนปัจจัยลบจากสงครามการค้า: สงครามการค้านับเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบไปในหลายภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะภาคการค้าของโลกซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อสะท้อนปัญหาดังกล่าว ล่าสุด องค์การการค้าโลก (WTO) ได้ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของการค้าโลกในปีนี้ และปีหน้าเหลือขยายตัว 1.2% และ 2.7% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.6% และ 3% ตามลำดับ นับเป็น Sentiment ลบต่อภาพการลงทุนและการส่งออกของกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นรายได้หลัก อาทิ กลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะไทย









