วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กรุงศรี' ส่อง 'บาท' สัปดาห์นี้ 30.50-30.80 ต่อดอลลาร์

"กรุงศรี" คาดเงินบาทซื้อขายในกรอบ 30.50-30.80 บาทต่อดอลลาร์จับตามาตรการอีซีบี หลังค่าเงินยูโรอ่อน

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาท ในสัปดาห์นี้ว่ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 30.50-30.80ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 30.66 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย 3.5 พันล้านบาท และ 1.16 หมื่นล้านบาท ตามลำดับส่วนเงินดอลลาร์แข็งค่าเทียบกับเยนขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นและสินทรัพย์เสี่ยงได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าสหรัฐฯและจีนจะหาทางยุติสงครามการค้ารวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แข็งแกร่งเกินคาด

ตลาดจะจับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) วันที่ 12 ก.ย.ซึ่งคาดว่าจะมีมติลดอัตราดอกเบี้ยลงและส่งสัญญาณการดำเนินโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์รอบใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี เงินยูโรอ่อนค่าลงนับตั้งแต่การประชุมเมื่อเดือนก.ค. สะท้อนคาดการณ์ของตลาดเกี่ยวกับแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ดังนั้นมาตรการของอีซีบีอาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นแรงขายเงินยูโรรอบใหม่

นอกจากนี้ นักลงทุนจะให้ความสนใจกับข้อมูลเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกของสหรัฐฯหลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แย่กว่าคาดไม่กระทบดอลลาร์มากนัก และประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย ส่วนเงินปอนด์มีแนวโน้มผันผวนสูงแม้ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี หลังสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ อนุมัติร่างกฎหมายเลื่อนเส้นตาย Brexit ออกไปเป็นครั้งที่สาม โดยเรามองว่าความหวังที่จะหาทางออกที่ราบรื่นของ Brexit อาจเป็นเพียงการยื้อเวลาความไม่แน่นอนออกไป

สำหรับปัจจัยในประเทศกระทรวงพาณิชย์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2562 จะเพิ่มขึ้น 0.8-0.9% ต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)โดยเป็นผลจากฐานราคาน้ำมันที่สูงในปี 2561และเงินบาทแข็งค่าส่วนอุปสงค์ในประเทศมีสัญญาณชะลอตัว

ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 0.87% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.55% เราคาดว่ากนง. มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนปรนมากขึ้นและส่งสัญญาณการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการประชุมเดือน ก.ย. เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอกมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเรามองว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้นนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้