เงินบาทขยับอ่อนค่า ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาทขยับอ่อนค่าเล็กน้อย แต่ภาพรวมตลอดสัปดาห์ยังคงทรงตัวอยู่ในกรอบแคบใกล้ระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ไม่ได้รับแรงหนุนมากนักก่อนการประชุมเฟดกลางสัปดาห์ อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยอ่อนค่าลง สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้นหลังการประชุมเฟด เนื่องจากเฟดยังไม่ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาท ยังสอดคล้องกับสถานะขายสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน
- ในวันศุกร์ (3 พ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 32.02 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.98 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 เม.ย.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 พ.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.80-32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยจุดสนใจในประเทศ น่าจะอยู่ที่ผลการประชุมนโยบายการเงินของกนง. (8 พ.ค.) และสถานการณ์ทางการเมือง ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ถ้อยแถลงของประธานเฟดและเจ้าหน้าที่เฟด ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนเม.ย. ของจีน รวมถึงผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางออสเตรเลีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือนมี.ค. ดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนเม.ย.
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับที่ 1,679.05 จุด เพิ่มขึ้น 0.71% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 0.15% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 42,883.11 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 0.14% มาปิดที่ 366.04 จุด
- ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะดีดตัวขึ้นในเวลาต่อมา โดยได้รับปัจจัยบวกจากการที่รัฐบาลอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี ประกอบกับมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากปัจจัยต่างประเทศ อาทิ ความคาดหวังในเชิงบวกต่อผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ย่อตัวลงเล็กน้อยช่วงปลายสัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นในกลุ่มพลังงานบางตัว ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันตลาดโลก
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 พ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,665 และ 1,655 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,685 และ 1,700 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของกนง. (8 พ.ค.) ผลประกอบการงวดไตรมาส 1/62 ของบริษัทจดทะเบียนไทย ปัจจัยการเมืองในประเทศ ถ้อยแถลงของประธานเฟด รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลก ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนมี.ค. รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนเม.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของ BOJ ดัชนี PMI Composite เดือนเม.ย. ของประเทศแถบยุโรปและญี่ปุ่น ดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนเม.ย.ของจีน









