วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปลัดคลังลั่นเอ็มโอยูทหารไทย-ธนชาตมี.ค.นี้

ปลัดคลังเผย ทหารไทยจะร่วมเอ็มโอยูควบกิจการกับธนชาตภายในเดือนมีนาคมนี้ จากนั้น จะใช้เวลาอีกราว 3-4 เดือนพิจารณารายละเอียดที่จะเกิดขึ้นหลังการควบรวม เผยคลังพร้อมเพิ่มทุนรักษาสัดส่วนการถือหุ้น ระบุ เห็นโอกาสทำกำไรหลังใส่เงินเพิ่มทุน

นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้ฝ่ายบริหารของธนาคารเร่งกระบวนการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารทหารไทยกับธนาคารธนชาต จำกัด(มหาชน)แล้วเสร็จเร็วที่สุด คาดภายในเดือนมี.ค.นี้ ธนาคารทั้งสองแห่งจะร่วมลงนามในข้อตกลงควบรวมกิจการหรือMOU ร่วมกันได้ จากนั้น จะใช้เวลาอีกราว 3-4 เดือนในการพิจารณารายละเอียดของการควบรวม

"การคุยเรื่องแผนควบรวมไม่ใช่จะจบได้ง่ายๆจะต้องศึกษากัน อาทิ ในเรื่องที่จะเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงภายหลังควบรวม เช่น โครงสร้างพนักงานและเงินเดือนอยู่ในแท่งเดียวกันหรือไม่ จะปรับอย่างไร เก้าอี้ผู้บริหารจะเป็นอย่างไร เงินที่ต้องจ่าย ซึ่งจะต้องประเมินราคาทรัพย์สิน หรือ อะไรที่เราจะโอนเข้ามาในแบงก์ใหม่ มันมีรายละเอียดเยอะ ทางบอร์ดใหญ่ก็มอบบอร์ดบริหารไปพิจารณาให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด"

สำหรับท่าทีของกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นจะใส่เงินเพิ่มทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นหรือไม่ เขากล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังมองว่า การใส่เงินเพิ่มทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นเป็นที่จะทำให้เกิดความคุ้มค่า เพราะเห็นโอกาสเรื่องผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นหลังแบงก์ทั้งสองได้ควบรวมกิจการกันแล้ว โดยขนาดของแบงก์ใหม่จะใหญ่ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5 หรือ 6 จากปัจจุบันธนาคารทหารไทยอยู่ในอันดับ 6 ของแบงก์ในระบบ ขณะเดียวกัน แบงก์ใหม่จะมีทุนเพียงพอต่อการแข่งขันทางธุรกิจ และ สามารถทำกำไรได้อีก ทั้งนี้ หลังควบรวมกิจการแล้ว หุ้นของกระทรวงการคลังไม่ได้รูทลงมาก

"เรามองเห็นอนาคตจากการรวมกิจการ ซึ่งอดีต ธนาคารทหารไทยมีผลขาดทุนสะสม วันนี้ พ้นมาแล้ว โดยมีกำไรสะสมด้วย ราคาพาร์จาก 1 บาท ก็มาอยู่ที่ 2 บาทกว่า ฉะนั้น เรามองโอกาส ทำไมแบงก์อื่น ควบรวมแล้วดีขึ้น"

เขากล่าวว่า เหตุที่ธนาคารเลือกที่จะควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาติแทนที่จะเป็นธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)เพราะเราเห็นว่า ธนาคารธนชาตมีขนาดที่ใกล้เคียงกัน หากจะต้องใส่เงินเพิ่มทุน ก็จะไม่เกินกำลังที่กระทรวงการคลังจะใส่ได้ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งนี้ ยังมีความสวยที่เราไม่มี นั่นคือ ธุรกิจเช่าซื้อ ฉะนั้น เมื่อควบรวมแล้ว จะทำให้เราแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์การควบรวมกิจการระหว่างสถาบันการเงิน จึงผลักดันให้มีนโยบายภาษีเพื่อส่งเสริมการควบรวมกิจการ ซึ่งในระยะแรก หรือ 3 ปีก่อนหน้า ทางกรมสรรพากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเห็นว่า แม้จะมีมาตรการมาสนับสนุนก็จะไม่มีแบงก์ใดยอมที่จะควบรวมกิจการกันได้ กระทั่งเห็นประโยชน์ของการควบรวมกิจการจริง จึงสนับสนุนนโยบายดังกล่าว

"ประเทศไทยก่อนปี 2540 แบงก์กรุงเทพอยู่ในอันดับสองในเอเชีย แต่หลังปี 2540 อันดับของแบงก์กรุงเทพตกลง ตอนนี้ อยู่ติดอันดับ 40 ในเอเชียหรือเปล่าไม่รู้ ขณะที่ แบงก์ต่างชาติเติบโตหมด สามารถไปเปิดสาขาต่างประเทศได้ แต่แบงก์เรายังเล็ก ถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ถ้าทุนไม่พอ จะเกิดอะไรขึ้น และ ยิ่งโลกวิ่งเร็ว ทุกวันนี้ปล่อยกู้และฝากผ่านเซเว่น อีเลฟเว่นได้ ในขณะที่ แบงก์ยังมีต้นทุนสูง ปล่อยกู้โครงการขนาดใหญ่ไม่ได้ เพราะมีทุนน้อย ยิ่งถ้าแบงก์ไม่แข็งแรงด้วยแล้ว ถ้าเกิดวิกฤต แบงก์ก็มีโอกาสล้ม กระทบภาพรวมเศรษฐกิจ"