วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“กิตติพันธ์” โพสต์เฟสบุ๊กเปิดใจกรณีปล่อยกู้เอิร์ธ

“กิตติพันธ์” โพสต์เฟสบุ๊กเปิดใจกรณีถูก “แบงก์กรุงไทย” แจ้งข้อหาร้ายแรงในการปล่อยสินเชื่อให้ “เอิร์ธ” โดยเสนอให้ตรวจสอบผู้มีส่วนร่วมหลักๆ ด้วย

นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ซึ่งเป็นอดีตรองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว(Kittiphun Anutarasoti) ถึงกรณีที่ถูก ธนาคารกรุงไทยกล่าวหาว่า กระทำความผิดร้ายแรง เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อให้บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH โดยใหข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็กจริงการเสนอปล่อยสินเชื่อ ทำให้ธนาคารกรุงไทยได้รับความเสียหาย มีรายละเอียดดังนี้

……..

ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกๆ ท่านที่ส่งกำลังใจมาให้นะครับ มีเวลาช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเลยอยากบันทึกประเด็นและสรุปให้ฟังอีกทีครับ

ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับ ที่ต้องออกมาพูดเพราะคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก่อนหน้านี้ตอนกระบวนการยังไม่จบผมก็เลือกไม่ตอบโต้ แต่ตอนนี้การกล่าวหาที่กระทบผมอย่างร้ายแรง ผมคงนิ่งเฉยไม่ได้ ผมต้องปกป้องจรรยาบรรณวิชาชีพนายธนาคารที่ผมสั่งสมมาทั้งชีวิตครับ

หลังจากการแถลงข่าวหลายคนเขียนมาหรือโทรมาถามว่าเกิดอะไรขึ้นและที่ผมพูดถึงสภาพที่อาจจะไม่เป็นกลาง และมีคำถามเพิ่มว่าจะตรวจสอบให้เป็นกลางอย่างไร

ผมยังขอย้ำนะครับว่าผมเห็นด้วยกับการตรวจสอบ ควรจะเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ของระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากโดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยทั้งผู้ถือหุ้นธนาคารและเอิร์ธ ผู้ถือหุ้นกู้เอิร์ธ และความเสียหายนั้นลุกลามเร็วมากภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ลูกค้าระดับ Investment Grade กลายเป็น NPL การตรวจสอบนั้นต้องโปร่งใสและทำโดยผู้ที่มีความเป็นกลางและเป็นธรรม ให้ครอบคลุมในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนกับสังคมและผู้เสียหายทั้งหมดว่าความเสียหายเกิดจากอะไรกันแน่ และที่สำคัญจะนำไปป้องกันเหตุการณ์อย่างเดียวกันในอนาคตอย่างไร ผมยกตัวอย่างว่าเราควรพัฒนากระบวนการที่ชัดเจนในการช่วยบรรเทาปัญหาลูกหนี้และในขณะเดียวกันปกป้องสิทธิ์ของเจ้าหนี้ระหว่างที่เจรจาหาทางออกหรือเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้หรือไม่ เพื่อป้องกันการที่ลูกหนี้จะล้มลงและยากมากกว่าเดิมในการกลับมาทำธุรกิจและอาจทำให้ความเสียหายมากกว่าที่ควรเป็น

ผมเลยขอแบ่งปันความคิดเห็นของผมเอง เป็นความคิดเห็นล้วนๆนะครับ โดยผมตั้งชื่อบทความตอนที่ 1 ว่า การค้นหาความจริงว่าความเสียหายเกิดจากอะไร?

การที่จะทำให้การตรวจสอบเป็นกลางควรทำอย่างไร จากประสบการณ์ทีเคยเห็นมาตลอดเวลาที่ทำงานมากว่า 25 ปี ผมขอแบ่งปันความคิดเห็นส่วนตัวว่าการตรวจสอบควรครอบคลุมอะไรบ้างเพื่อให้ความจริงทั้งหมดได้ปรากฏ ทุกๆท่านให้ความเห็นได้ครับ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์ที่เคยผ่านและเห็นมาครับ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมากและไม่ได้จำกัดเพียงแค่ธนาคาร ซึ่งผมมีความเห็นว่าควรจะมีการตรวจสอบผู้มีส่วนร่วมหลักๆดังนี้ครับ

1) ลูกหนี้

ควรมีการตรวจสอบลูกหนี้อย่างละเอียดว่า ที่ผ่านมาระบบการตรวจสอบปรกตินั้นอาจจะไม่ได้มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกว่าอาจมีการทุจริต แต่ในเมื่อเกิดปัญหาขึ้นและมีข้อสงสัย ควรมีการตรวจสอบอย่างชัดเจนว่ามูลค่าสินทรัพย์เป็นจริงอย่างที่มีการบันทึกหรือไม่ และธุรกรรมต่างๆ เป็นไปตามที่มีการรายงานในงบการเงินหรือไม่ ก่อนหน้านี้ในกระบวนการฟื้นฟูเข้าใจว่า ได้มีการว่าจ้าง Ernst & Young หรือ EY ให้ทำการตรวจสอบ ผมคิดว่าควรมีการเผยแพร่เรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบ

ในปัจจุบันเข้าใจจากข่าวว่ามีการตรวจสอบโดย DSI ซึ่งยังไม่มีบทสรุป และรอฟังอยู่ว่าหากมีการกล่าวโทษเรื่องความไม่ปรกตินั้น ความไม่ปรกตินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมคิดว่าหากยังไม่รู้จะไปกล่าวโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในธนาคารอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร

2) ผู้สอบบัญชี PWC

จนถึงปัจจุบันเรายังไม่เคยได้ยินสิ่งใดๆจากทางผู้สอบบัญชีหรือ PWC เลย ซึ่งผมคิดว่าอาจเป็นเพราะตามมาตรฐานวิชาชีพคงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลลูกค้าได้ อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่าผู้กำกับดูแลคงได้มีการเรียก PWC มาคุยแล้ว ผมคิดว่าสังคมคงอยากทราบว่าโดยเฉพาะเรื่องการกล่าวหาเรื่องการโกง (Management Fraud) ซึ่งโดยปรกติแล้วผู้สอบบัญชีมักจะเป็นผู้เห็นก่อนเนื่องจากมีการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ธนาคารและนักลงทุนไม่มีโอกาสเข้าถึง ส่วนตัวผมเชื่อว่าทาง PWC มีมาตรฐานที่สูงมากจากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสสัมผัส แต่ในกรณีนี้ผมคิดว่าการตรวจสอบคงไม่สามารถข้ามเรื่องนี้ไปได้ เพราะข้อมูลทางการเงินที่ได้รับการตรวจสอบบัญชีนั้นเป็นข้อมูลหลักสำหรับธนาคารและนักลงทุนในการวิเคราะห์ศักยภาพของลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งข้อสังเกตโดยธนาคารกรุงไทยว่ามีเรื่องการทุจริตต่างๆทั้งเรื่องเอกสารทางการค้าและความมีอยู่จริงของทรัพย์สิน สังคมรอฟังอยู่ครับ

3) เจ้าหนี้ธนาคาร ซึ่งในกรณีนี้มีหลายธนาคารด้วยกัน นอกจากกรุงไทยแล้ว ยังมีธนาคารอื่นอีก

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์หนี้เสียหรือ NPL หน่วยงานผู้นำเสนอสินเชื่อมักจะได้รับการตรวจสอบก่อน การตรวจสอบดังกล่าวมักจะดูถึงกระบวนการการนำเสนอและการอนุมัติว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพที่ดีหรือไม่ ซึ่งในกรณีนี้ผมคิดว่ามีหลักให้อ้างอิงมากมายเพราะมีหลายธนาคารที่ได้ใช้ดุลพินิจในการปล่อยสินเชื่อให้เอิร์ธเช่นกัน นอกจากนั้นธนาคารกรุงไทยยังมีหลายบทบาทรวมถึงการขายหุ้นกู้ให้นักลงทุนรายย่อย ซึ่งต้องมีการใช้ดุลพินิจในเรื่องความสามารถชำระหนี้เหมือนกันและลูกหนี้เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์จึงมีข้อมูลที่ใช้ในการอนุมัติไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ดีในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเอิร์ธนั้น ผมคิดว่าการตรวจสอบควรมองให้ครบทั้งกระบวนการซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า

1) สมเหตุสมผลและมีความพยายามในการปกป้องประโยชน์สูงสุดของธนาคารและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆหรือไม่

2) เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติกับลูกหนี้รายอื่นๆในสถานการณ์คล้ายคลึงกันหรือไม่ และ

3)หากเปรียบเทียบกับธนาคารอื่นๆที่ปฏิบัติกับลูกหนี้ที่มีสถานการณ์คล้ายคลึงกัน เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ที่ผมตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้เพราะผมเห็นว่าโดยปรกติแล้วนั้นหากเริ่มมีปัญหานั้นธนาคารมักจะเริ่มจากความพยายามแก้ปัญหา แต่ในกรณีนี้กลับมีการตั้งกรรมการตรวจสอบแทบจะทันทีที่มีปัญหาในการชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก ชวนให้สงสัยว่ามีความพยายามในการแก้ปัญหาหรือไม่และมีความพยายามในการคุมปัญหาให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือไม่ ทำไมปัญหาลุกลามไปทุกๆวงเงินเร็วมาก เกิดอะไรขึ้น คิดถึงการปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของธนาคารและผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบคอบหรือไม่

4) ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้หรืออันเดอร์ไรเตอร์

ในกรณีนี้มีนักลงทุนรายย่อยได้รับความเสียหายจำนวนมาก ผมเข้าใจว่ามีการร้องทุกข์ผ่านสำนักงานกลต.และธนาคารแห่งประเทศไทย และทางกรุงไทยเองก็ได้มีการตอบไปแล้วบ้าง ผมเลยขอตั้งข้อสังเกตว่าคำตอบที่ได้ให้กับทางนักลงทุนนั้นมีความสอดคล้องกับเรื่องที่กล่าวหาทีมงานสินเชื่อหรือไม่ และเป็นการตรวจสอบโดยผู้กำกับดูแลหรือเป็นเพียงการถามไปที่ธนาคารกรุงไทยและอันเดอร์ไรเตอร์อื่นเพื่อให้ตอบกลับ

ประเด็นที่น่าสนใจในความเห็นผมคือ หากมีการยืนยันว่าลูกหนี้ยังเป็นปรกติในเวลานั้นและธนาคารเองได้พิจารณาแล้วว่ามีศักยภาพในการก่อหนี้เพิ่ม น่าจะเป็นการยืนยันว่าสินเชื่อที่ปล่อยไปก่อนหน้าหุ้นกู้ทั้งสองชุดนั้นก็มีการใช้ดุลพินิจที่ไม่ต่างกัน ตอนต่อไปผมจะนำข้อมูลทางการเงินมาเปรียบเทียบให้ดูครับ ว่าในแต่ละจุดของการปล่อยสินเชื่อและออกหุ้นกู้นั้น เอิร์ธนั้นมีสถานะทางการเงินเป็นอย่างไร

ผมขอเสริมอีกประเด็นครับว่า ผู้กำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานกลต.นั้น ควรมีการตรวจสอบและพิจารณาถึงคำตอบที่ธนาคารกรุงไทยให้กับนักลงทุนว่ามันสอดคล้องกับสิ่งที่ธนาคารกรุงไทยมีการกล่าวโทษทีมงานอำนวยสินเชื่อหรือเปล่า เพราะข้อมูลที่ใช้ในการอนุมัติสินเชื่อและในการออกหุ้นกู้นั้นคือข้อมูลชุดเดียวกันโดยหลักๆครับ ทำไมด้านหนึ่งมีความผิดแต่อีกด้านหนึ่งกลับตอบลูกค้านักลงทุนว่าทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว เรื่องดังกล่าวผมคิดว่าผู้กำกับดูแลควรจะต้องลงมาดูรายละเอียดครับ และยังเชื่อว่าควรมีคนเป็นกลางตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเนื่องจากธนาคารกรุงไทยมีหลายบทบาท การกล่าวหาด้านสินเชื่อและการตอบผู้ถือหุ้นกู้ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันครับ ความเห็นส่วนตัวผมคือการขายหุ้นกู้ให้นักลงทุนรายย่อยต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะสำหรับหลายๆท่านนั้นเป็นเงินที่สะสมมาและเก็บหอมรอมริบมานาน การเสียหายรวดเร็วแบบนี้ต้องการคำตอบที่เป็นธรรมครับ

อีกประการหนึ่งซึ่งมีการกล่าวหาทีมงานสินเชื่อคือการให้วงเงินที่อาจเกินความต้องการของลูกค้า แต่ธนาคารเดียวกันโดยอีกสายงานหนึ่งกลับไประดมทุนเพิ่มให้ลูกค้า อยากฝากผู้กำกับดูแลให้ช่วยตรวจสอบหน่อยนะครับว่าวัตถุประสงค์การออกหุ้นกู้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ลูกค้ามาคุยกับธนาคารหรือไม่ครับ เอกสารหลักฐานต่างๆเหล่านี้ควรจะมีอยู่อย่างครบถ้วน

5) บริษัทจัดอันดับเครดิตเรทติ้ง ซึ่งคือบริษัท TRIS สำหรับกรณีนี้

TRIS อาจไม่ได้เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ผมคิดว่าเราควรมีการสอบถามไปยัง TRIS เพื่อให้เข้าใจถึงมาตรฐานการจัดอันดับความเสี่ยงสินเชื่อหรือเครดิตเรทติ้งซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ เพราะ TRIS นั้นเป็นสถาบันการจัดอันดับความเสี่ยงที่ได้รับการยอมรับ และเรทติ้งโดย TRIS นั้นเป็นจุดอ้างอิงได้ว่าหน่วยงานภายนอกธนาคารมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องความสามารถชำระหนี้ของเอิร์ธ ในกรณีนี้ทาง TRIS เองก็มีการจัดอันดับความเสี่ยงของเอิร์ธที่ BBB- ซึ่งเป็น Investment Grade หรือภาษาบ้านๆเรียกว่าลูกค้าชั้นดี ซึ่งน่าจะเป็นการยืนยันได้บ้างไม่มากก็น้อยว่าดุลพินิจที่ใช้ในการปล่อยสินเชื่อนั้นน่าจะมีมาตรฐานระดับหนึ่งเพราะหลังจากสินเชื่อวงสุดท้ายที่ธนาคารปล่อยนั้น ทางเอิร์ธเองได้รับการประเมินจากองค์กรอิสระว่ามีความสามารถชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี และการจัดอันดับดังกล่าวเป็นจุดอ้างอิงที่นักลงทุนตัดสินใจในการลงทุนในหุ้นกู้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสผมมีความเห็นควรมีการตรวจสอบทาง TRIS เช่นกันว่าได้ทำตามกระบวนการทุกอย่างตามมาตรฐานที่พึงกระทำแล้วหรือไม่เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาว่าความเสียหายที่แท้จริงเกิดจากอะไรครับ และประเด็นที่น่าสนใจอีกประการคือ TRIS มีการยืนยันเรทติ้งนี้ในช่วงเดียวกับที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตอนต้นเดือนมิถุนายน 2560 สังคมคงอยากได้ยินว่าหากมองย้อนกลับไป อะไรที่มองพลาดไป

ที่ผมเขียนวันนี้ทั้งหมดนั้น ประเด็นหลักๆของผมคือเรื่องที่มีความเสียหายต่อผู้คนจำนวนมากนั้นควรได้รับการตรวจสอบ และการตรวจสอบนั้นควรมีความเป็นกลาง โดยองค์กรที่เป็นกลาง และสามารถให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้จริงๆ ไม่ใช่เป็นการตรวจสอบโดยองค์กรที่ได้รับความเสียหาย โดยที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นเป็นผู้ตั้งกรรมการตรวจสอบเอง หากเป็นอย่างนี้แล้วชวนให้คิดต่อว่าใครจะเป็นผู้ดูแลผู้ที่ได้รับความเสียหายอื่นๆนอกธนาคารครับ ผมขอใช้พื้นที่นี้เสนอว่าหากมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เป็นกลางที่มีความเป็นมืออาชีพเรื่องการตรวจสอบโดยมีผู้กำกับดูแลเป็นเจ้าภาพเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย บริษัทสอบบัญชีใหญ่ๆใน Big 4 (นอกจาก PWC ซึ่งน่าจะมี conflict of interest) มีบริการด้าน Forensic Audit น่าจะมีความเป็นมืออาชีพ มีความเป็นกลางและช่วยแสวงหาข้อเท็จจริงว่าความเสียหายที่แท้จริงเกิดจากอะไร เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้

การจะกล่าวโทษใครควรจะเป็นเรื่องต่อไป แต่การกล่าวโทษนั้นควรจะมีการพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อที่จะได้ทราบว่าใครทำผิดอย่างไร ไม่ใช่เป็นการจำกัดการตรวจสอบเฉพาะเรื่องการปล่อยสินเชื่อ ผมอยากเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้ง่ายๆครับ เอิร์ธเปรียบเสมือนแก้วน้ำใบหนึ่ง น้ำในแก้วเปรียบเสมือนสินเชื่อในรูปแบบต่างๆที่เอิร์ธได้รับ ซึ่งก่อนหน้าที่ผมจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แก้วใบนี้มีน้ำอยู่จำนวนหนึ่ง ผมและทีมงานเติมน้ำในแก้วใบนี้เพิ่ม หลังจากนั้นมีอีกหลายคนทั้งภายในธนาคารกรุงไทยโดยสายงานอื่นและธนาคารอื่นมาเทน้ำเพิ่มในแก้วใบนี้ วันหนึ่งแก้วแตกขึ้นมา กลับมีความพยายามที่จะบอกว่าน้ำที่เติมไปกลางแก้วคือปัญหาความเสียหาย ผมจึงอยากให้มีการตรวจสอบ”เหตุผลหลัก”ที่ทำให้แก้วใบนี้แตกว่าเกิดจากอะไร

ผมขอย้ำอีกครั้งว่าวันนี้มีผู้เสียหายจำนวนมาก ผมคิดว่าการตรวจสอบอย่างเป็นกลางและโปร่งใสเท่านั้นถึงจะนำมาสู่คำตอบที่แท้จริงให้กับสังคมได้ ซึ่งบทบาทดังกล่าวน่าจะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้กำกับดูแลซึ่งผมหวังว่าจะดำเนินการดังกล่าวเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้คำตอบต่อผู้เสียหายทั้งหมดอย่างเป็นธรรม