ทุบสถิติใหม่
แนวโน้มผลประกอบการ STEC ไม่เคยดีมากเท่านี้มาก่อนนับตั้งแต่บริษัทก่อตั้งมา มูลค่างานในมืออยู่ที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์รายได้ต่อเดือนได้ทำลายสถิตินับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ส่วนกำไรน่าจะทำสถิติใหม่ในไตรมาส 1/62 อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นปัจจุบันยังอยู่ห่างไกลจากจุดสูงสุดที่ 32 บาทในเดือนมี.ค. ปี 2556 ซึ่งในขณะนั้น PBV อยู่ที่ 5.9 เท่า ดังนั้นเราเชื่อว่าราคาหุ้นยังปรับขึ้นได้อีก เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ"
ยังเติบโตได้ดีแม้การประมูลงานภาครัฐจะล่าช้า
ดูเหมือนว่ามีเพียงรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมูลค่า 2.37 แสนล้านบาท (มูลค่าก่อสร้างประมาณ 1.3 แสนล้านบาท) จะเป็นไปตามกำหนดเวลาที่จะยื่นการประมูลในวันที่ 12 พ.ย. ขณะที่การประมูลโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อื่นๆยังไม่มีความชัดเจน หาก TOR ของโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ไม่ออกมาก่อนอย่างน้อย 3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง การประมูลอาจไม่เกิดขึ้นภายในรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งอาจทำให้โครงการเหล่านี้ล่าช้าต่อเนื่องไปในครึ่งหลังปี 2562 ซึ่งตรงนี้จะทำให้ภาพรวมกลุ่มรับเหมาฯระยะสั้นดูไม่สดใส อย่างไรก็ตาม STEC ยังมีความโดดเด่นกว่าบริษัทรับเหมาฯอื่นมาก เนื่องจากมูลค่างานในมือปัจจุบันที่สูงถึง 1.2 แสนล้านบาทนั้นมากพอที่จะหนุนรายได้เพิ่มขึ้น 40% YoY ในช่วงครึ่งหลังปี 2561 และ 20% ในปี 2562 โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มโครงการใหม่เข้ามา
รายได้เริ่มทำสถิติสูงสุดในไตรมาส 3/61
รายได้ที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ส่วนใหญ่แล้วมาจากการเริ่มรับรู้รายได้ของโครงการใหม่ๆ โดยบริษัทได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพูจาก BSR JV ในวันที่ 30 มิ.ย. ดังนั้นการบันทึกรายได้จากโครงการดังกล่าวจึงเริ่มขึ้นในเดือน ก.ค. แม้ว่าการก่อสร้างได้เริ่มมาตั้งแต่ไตรมาส 1/61 แล้วก็ตาม นอกจากนี้ STEC จะบันทึกรายได้ประมาณ 1 พันล้านบาท สำหรับการเตรียมงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าศรีราชาของ GULF ในช่วงเดือน ก.ค. - ต.ค. ก่อนที่การก่อสร้างจริงจะเริ่มขึ้นในเดือน ธ.ค. เราคาดว่ารายได้รายไตรมาสจะทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 7.1 พันล้านบาทในไตรมาส 3/61 เพิ่มขึ้น 54% YoY และรายได้น่าจะทำสถิติใหม่ในทุกๆไตรมาสจนถึงไตรมาส 3/62
กำไรรายไตรมาสทำสถิติสูงสุดในไตรมาส 1/62
สถิติกำไรสูงสุดใหม่น่าจะมาช้ากว่ารายได้เล็กน้อย เนื่องจากรายได้จากโครงการก่อสร้างรัฐสภา (2 พันล้านบาท ในปี 2561 และ 3 พันล้านบาทในปี 2562) ซึ่งมีอัตรากำไรเป็นศูนย์จะกดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในช่วง 7.7-7.9% ในช่วงครึ่งหลังปี 2561 จนถึงปี 2562 ซึ่งเทียบกับ 10.4% ในไตรมาส 1/57 ซึ่งเป็นไตรมาสที่เป็นเจ้าของสถิติกำไรสูงสุด จากกรอบของอัตรากำไรขั้นต้นที่ 7.7-7.9% นี้ รายได้รายไตรมาสจะต้องอยู่ที่ประมาณ 7.8 พันล้านบาทจึงจะสามารถหนุนให้กำไรทำจุดสูงสุดใหม่ได้ซึ่งเราคาดว่า
จะเกิดขึ้นในไตรมาส 1/62
ปรับรายได้ใหม่
เราได้ปรับเพิ่มการประมาณการรายได้ปี 2561 ขึ้น 6% เนื่องจากการก่อสร้างหลายโครงการคืบหน้าได้เร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม เราได้ปรับลดการประมาณการกำไรปี 2562 ของเราลดลง 3% เนื่องจากเราให้สมมติฐานว่า STEC จะไม่เซ็นต์สัญญาโครงการใหม่จนกว่าจะถึงช่วงครึ่งหลังปี 2562 ดังนั้น โครงการใหม่ที่เซ็นต์สัญญาในปีนี้จะมีมูลค่าเท่ากับ 2.8 หมื่นล้านบาท ปรับลดจากเดิมที่ 3.8 หมื่นล้านบาท









