วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรือล่มฉุดทัวร์จีนวูบ ท่องเที่ยวก.ค.โต 2.8%

“แบงก์ชาติ” ชี้เศรษฐกิจเดือนก.ค.โตต่อเนื่อง ห่วง “ส่งออก-ท่องเที่ยว” เริ่มชะลอจากผลกระทบสงครามการค้า เรือล่มภูเก็ต เผยก.ค.จำนวนนักท่องเที่ยวโตแค่ 2.8% ผลจากนักท่องเที่ยวจีนวูบ 0.9%

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเดือนก.ค.2561 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยพบว่าการบริโภคเอกชน การผลิต การลงทุนภาครัฐ และรายได้ของภาคเกษตรเริ่มมีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ในด้านอุปสงค์ด้านต่างประเทศชะลอลงในเดือนนี้ โดยมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง

ภาคการท่องเที่ยว เดือนก.ค.ขยายตัวชะลอตัวลงมาอยู่ที่2.8% หากเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 11.6% สาเหตุจาก การลดลงของนักท่องเที่ยวจีนและรัสเซียเป็นสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ติดลบ 0.9% ซึ่งหากดูสัดส่วนแม้จะติดลบค่อนข้างน้อย แต่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก เพราะนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนถึง 28% หากเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากเรือล่มที่ภูเก็ต

ขณะที่รัสเซีย พบว่าติดลบ 10.8% แม้ติดลบค่อนข้างมาก แต่สัดส่วนนักท่องเที่ยวรัสเซียมีผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมแค่ 4% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากช่วงบอลโลก นักท่องเที่ยวเลิกท่องเที่ยวในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามตัวเลขนักท่องเที่ยวในเดือนถัดไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการติดตามตัวเลขนักท่องเที่ยวจีน ในเดือนส.ค.ว่าพัฒนาการเป็นอย่างไร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สำคัญ ที่สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ว่าเหตุการณ์เรือล่มมีผลต่อภาคนักท่องเที่ยวและกระทบต่อภาคเศรษฐกิจหรือไม่

ส่วนด้านส่งออก ในเดือนนี้ถือว่าชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 8.3% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวเกินระดับ 10% ซึ่งส่วนหนึ่ง มาจากการส่งออกลดลง ทั้งในจีนและสหรัฐ โดยเฉพาะสหรัฐ ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐ ติดลบครั้งแรกในรอบ 21เดือน ขณะที่การส่งออกไปจีนขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 3.5% จากก่อนหน้าที่ขยายตัวอยู่ในระดับสูง เหล่านี้สะท้อนว่าบางส่วนมาจาก ผลกระทบจาการกีดกันทางการค้าสหรัฐและจีน ซึ่งเป็นผลทำให้การส่งออกเครื่องซักผ้า และโซลาร์เซล ลดลง ซึ่งหากไม่มีปัจจัยดังกล่าว ก็คาดว่า การส่งออกไทย น่าจะขยายตัวได้กว่าปัจจุบัน

“แม้เรามองว่าเรื่องการกีดกันทางการค้า จะมีผลไม่มาก แต่หากไม่มีปัจจัยเหล่านี้ ส่งออกเราคงขยายตัวกว่านี้ โดยประมาณการของธปท. คาดทั้งปีส่งออกจะขยายตัวอยู่ที่ 9% ขณะที่7เดือนส่งออกขยายตัวแล้วกว่า 10% ดังนั้นตัวเลขส่งออกเดือนนี้ที่ 8% ก็ถือเป็นระยะที่ไม่ได้แย่ ซึ่งจากการประมาณการของสภาพัฒน์ก็คาดว่าครึ่งปีหลัง ส่งออกจะขยายตัวระดับ 7%ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี” นายดอนกล่าว

อย่างไรก็ตามหากดูปัจจัยอื่นๆ พบว่า จากการส่งออกและท่องเที่ยวที่ลดลง ส่งผลให้เดือนนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลง จาก 4.1 พันล้านดอลลาร์ มาเหลือเกินดุลเพียง 1.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมาจากดุลการค้า ดุลบริการ รายได้และเงินโอนที่ลดลง

ทั้งนี้ ส่วนเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การบริโภคภาคเอกชน พบว่ามีการขยายตัวได้ต่อเนื่อง ได้รับปัจจัยหนุนจากกำลังซื้อของภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงรายได้ครัวเรือนทั้งในและภาคเกษตรปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่บวกติดต่อกัน 5 เดือนติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนว่ากำลังซื้อเกษตรเริ่มดีขึ้นบ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้น และครึ่งปีหลังมีทิศทางปรับดีขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนการลงทุนของภาครัฐ พบว่าเดือนนี้ ขยายตัวที่ 5.5% ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยเดือนนี้ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายการลงทุนของภาครัฐเพิ่มขึ้น หากเทียบกับรายได้ ซึ่งถือเป็นตัวสะท้อนที่ดีว่า ภาครัฐเริ่มมีการเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นภาพบวกต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 1.46% จาก 1.38% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งมาจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ

ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย พบว่า ขาดดุลสุทธิในเดือนนี้ ทั้งด้านสินทรัพย์และหนี้สิน โดยมาจากเงินไหลออกของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งจากการออกไปลงทุนของนักลงทุนไทยในต่างประเทศ และการขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติในตราสารหนี้และตราสารทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทในเดือนก.ค.อ่อนค่าลงหากเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้ แต่ความผันผวนของค่าเงินบาท ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ หากเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การปรับประมาณการเศรษฐกิจในเดือนก.ย.นี้ ธปท.เตรียมนำข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ๆในเดือนก.ค.เข้าไปเป็นปัจจัยในการพิจารณาเพื่อปรับประมาณการเศรษฐกิจด้วย

นายดอน ยังกล่าวอีกว่า สำหรับภาพเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ ในไตรมาส 2ที่เติบโต4.6% ถือว่าใกล้เคียงกับประมาณการของธปท. ที่คาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2ขยายตัวอยู่ที่ 4.5-4.7 %

ทั้งนี้ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2จะขยายตัวน้อยลง หากเทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมาที่ขยายตัว 4.9% แต่ด้านคุณภาพเชื่อว่าดีกว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมา เพราะหากดูเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสมากกว่าครึ่ง มาจากการสะสมสินค้าคงคลัง แต่ไตรมาส2 พบว่า สินค้าคงคลังมีผลกับการขยายตัวของเศรษฐกิจเพียง1%เศษๆเท่านั้น ดังนั้นสะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของไตรมาส 2มาจากการใช้จ่ายของภาคต่างๆที่เพิ่มขึ้น

“ครึ่งปีแรกของสภาพัฒน์ เศรษฐกิจขยายตัว 4.8% ขณะที่ค่ากลางเขาอยู่ที่ 4.5% ดังนั้น สภาพัฒน์ก็คาดอยู่แล้วว่า ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะขยายตัวลดลง โดยคาดอยู่ที่ 4.2%แต่การชะลอตัวไม่ได้น่ากังวล เพราะมาจากฐานที่ขยายตัวมากในช่วงก่อนหน้า”นายดอนกล่าว