ผลประกอบการไตรมาส 2/61 เป็นไปตามคาด เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ในไตรมาส 3/61
ผลประกอบการเป็นไปตามทุกคาดการณ์
BH รายงานกำไรหลักไตรมาส 2/61 ที่ 972 ล้านบาท สูงขึ้น 1% YoY แต่ลดลง 10% QoQ ซึ่งเป็นไปตามที่เราและตลาดคาด BH ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 1.10 บาท/หุ้น (เป็นไปตามที่เราประเมิน แต่สูงกว่าคาดการณ์ตลาดที่ 0.72 บาท) คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 0.6 % โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 20 ส.ค. และจ่ายจริงวันที่ 5 ก.ย.
ประเด็นหลักผลประกอบการ
กำไรหลักทรงตัว YoY เนื่องจากอัตรากำไรหลักที่เพิ่มขึ้นกลบกับรายได้การแพทย์ที่ลดลงได้ทั้งหมด ขณะที่กำไรลดลง QoQ เป็นปกติตามปัจจัยทางฤดูกาล อัตรากำไรหลักขยายตัวจาก 21.8% ในไตรมาส 2/60 เป็น 22.9% ในไตรมาส 2/61 ลดลงจากสถิติสูงสุดที่ 23.5% ในไตรมาส1/61 รายได้การแพทย์อ่อนตัวลง 4%YoY และ 8% QoQ มาอยู่ที่ 4.2 พันล้านบาท ( 64% จากผู้ป่วยต่างชาติ และ 36% จากผู้ป่วยชาวไทย) รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติลดลง 6% YoY และรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยลดลง 4% YoY อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจการแพทย์ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 45.2% ในไตรมาส 2/61 ขยายตัว 2.2 % YoY และ 0.4% QoQ สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายสูงขึ้นจาก 16.7% ในไตรมาส 2/60 มาอยู่ที่ 16.6% ในไตรมาส 1/61 และขยับขึ้นเป็น 17.9% ในไตรมาส 2/61 BH ยังคงสถานะเงินสด ณ สิ้นเดือนมี.ค. โดยมีเงินสดในมือและเงินลงทุนระยะสั้น 8.7พันล้านบาท
แนวโน้ม
เราคาด BH จะรายงานกำไรเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ในไตรมาส 3/61 ซึ่่งเป็นช่วงไฮซีซั่น (ฤดูฝนในประเทศไทย และจำนวนผู้ป่วยจากตะวันออกกลางฟื้นตัวหลังจากสิ้นสุดช่วงรอมฎอน) ถึงแม้จะมีฐานสูงในไตรมาส 3/60 ซึ่งเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติกาล BH น่าจะรายงานกำไรแข็งแกร่งขึ้น YoY ในไตรมาส 3/61 YoY หนุนโดยการควบคุมต้นทุนและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ เราคาดว่ารายได้การแพทย์จะทรงตัว YoY แต่ขยายตัว QoQ เราเชื่อว่ากำไรหลักไตรมาส 3/61 อาจทุบสถิติเดิมที่ 1.09 พันล้านบาทในไตรมาส 1/61
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
กำไรครึ่งแรกของปี 2561 คิดเป็น 48% ของประมาณการทั้งปีของเราและตลาด ดังนั้นเรายังคงคาดการณ์เดิม บริษัทยังคงความพยายามในการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ในช่วงที่เงินเฟ้อเป็นขาขึ้น BH จะเป็นผู้ที่สามารถผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้ป่วยได้มากที่สุด เนื่องจาก ราคาไม่ส่งผลต่อความต้องการการแพทย์ระดับตติยภูมิ Vitallife Wellness Center ดำเนินไปได้ดีและจะหนุนการเติบโตของธุรกิจหลักในระยะยาว
คำแนะนำ
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2561 ที่ประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสดที่ 200 บาท (ต่ำกว่ามูลค่าคิดลดกระแสเงินสด 15% อ้างอิงจาก WACC 7.0% และ terminal growth rate 2.0%) BH เป็นหุ้นที่ราคายังไม่แพง โดยซื้อขายที่ PER ปี 2561 ที่ 31.7 เท่า ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองกลุ่มการแพทย์ที่เราให้คำแนะนำ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 35.2 เท่า อีกทั้งยังปรับตัวช้ากว่ากลุ่มเนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลงมา 2% นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน แม้คาดการณ์กำไรหลักเติบโตกว่า 9% ในปี 2561
แนวโน้มธุรกิจของ BH นั้นยืดหยุ่นเนื่องจากบริษัทคงกลยุทธ์ที่จะเป็นโรงพยาบาลระดับพรีเมี่ยมที่ไม่มีสาขา เพิ่มประสิทธิภาพต่อระบบภายในและเทคโนโลยีการแพทย์ ปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นระยะสั้น คือ กำไรไตรมาส 3/61 ที่คาดว่าจะเติบโตแข็งแกร่ง









