จากประสบการณ์ธุรกิจฌาปนกิจสัตว์เลี้ยงแบรนด์ “Pet Master” และได้ไอเดียจากการที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องการจัดเก็บเถ้ากระดูกสัตว์แสนรักไว้ในความทรงจำ เกิดการต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ อัญมณีแห่งความทรงจำ “เจมโมรีส์”
ภัสสร ภัสสรศิริ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมโมรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ได้พัฒนานวตกรรมใหม่ในการเก็บอินทรีสารในรูปแบบของอัญมณี ในที่นี้คือ “พลอย” จุดประสงค์ เพื่อเก็บรักษาความทรงจำและคุณค่าทางจิตใจเอาไว้ในอัญมณีที่จับต้องได้และคงทนถาวร
โดยเจาะตลาด 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ “B2C“ หรือกลุ่มลูกค้ารายย่อย บริการเก็บอินทรียสาร เช่น อัฐิ เส้นผม ฟัน สายสะดือ จากคน และส่วนต่างๆ ของสัตว้เลี้ยง ให้อยู่ในรูปของพลอย สามารถออกแบบตัวเรือนได้ และ ”B2B” กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ โดยจะเป็นลูกค้าองค์กร รองรับวัตถุประสงค์ต่างๆ ขององค์กร เช่น อัญมณีจากอินทรีสารจากธรรมชาติ หรือวัตถุมงคลต่างๆ
“ความแตกต่างของพลอยทั่วไปกับเจมโมรีส์ คือพลอยทั่วไปก็จะมีความสวยงามของตัวเองอยู่แล้ว แต่เจมโมรีส์ยังมีที่มาที่ไป แต่ละเม็ดจะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เพราะสร้างขึ้นจากอินทรียสารที่บันทึกความทรงจำไว้มากมาย”
เจมโมรีส์ มองโอกาสในการขยายธุรกิจจากการสำรวจและวิจัยทางการตลาดพบว่า มีเทคโนโลยีในการจัดเก็บอินทรีย์สารนี้ในต่างประเทศแต่ราคายังสูงมากและใช้เวลานานมาก จึงได้เข้าไปทำการศึกษาวิจัยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทั่งสามารถสร้างนวตกรรมใหม่ที่ทำให้คนไทยมีทางเลือกในการเก็บอินทรีย์สารเพื่อคงไว้ซึ่งความทรงจำ โดยใช้งบลงทุนในการพัฒนามากกว่า 30 ล้านบาท
เจมโมรีส์ นับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบันทึกเรื่องราว ด้วยการนำอินทรียสาร อาทิ เส้นผม ฟัน สายสะดือ และอัฐิจากบุคคลหรือส่วนต่างๆ ของสัตว์เลี้ยง มาผ่านนวัตกรรมของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยทำให้สภาพอินทรียสารเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นอัญมณี โดยที่ลูกค้าสามารถเลือกและออกแบบได้ด้วยตัวเอง ทั้งสีสัน รูปทรง ขนาดของอัญมณี พลอย และแก้วหินอ่อน พร้อมบริการประกอบเข้าตัวเรือนในรูปแบบของแหวน สร้อย และจี้ เก็บเป็นความทรงจำ
โดยวันนี้ยังไม่เห็นคู่แข่งทางตรง!! ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเชิง Demographic คือ หญิงและชายอายุ 25 ปีขึ้นไป รายได้ระดับกลางถึงสูง ส่วนในเชิง Consumer Insight คือ ผู้ที่ต้องการเก็บความทรงจำจากคนที่รัก จากสัตว์เลี้ยงที่รัก และสิ่งของที่รัก ในทุกๆช่วงชีวิต ในรูปแบบที่สวยงาม สามารถนำติดตัวไปได้ในทุกๆ ที่ รวมทั้งในเชิง Psychographic คือ ผู้ที่เปิดกว้างต่อนวัตกรรมใหม่และเชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนบทบาทของสินค้าและเปลี่ยนการดำเนินชีวิตให้ง่ายขึ้นและสะดวกขึ้นได้
ในปีแรกของการเปิดตลาด ตั้งเป้ายอดผู้ใช้บริการ 1,000 เคส หรือเฉลี่ย 30-50 เคสต่อเดือน สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 15-20 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกนี้จะมุ่งสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดยเน้นโรดโชว์งานอีเวนท์ งานแสดงสินค้า เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมและโปรดักท์ใหม่ เป็น “High Involvement Product” จึงจำเป็นต้องใช้การอธิบายและให้รายละเอียดกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด
พร้อมกันนี้ สร้างการรับรู้ผ่านวิดีโอพรีเซนเทชั่น ทั้งที่เป็น “Brand Story” และ “Testimonial” ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆ และผ่านลูกค้าที่เป็นรู้จักทางสังคม ตั้งเป้าหมายดึงดูดผู้มาใช้บริการเพิ่ม 10-15% ต่อปี
จะเห็นว่าตลาดมีช่องทางในการทำให้ธุรกิจที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตลาดแห่งความทรงจำจากการเสียชีวิตเท่านั้น
ในอนาคตมีแผนผนึกพันธมิตรธุรกิจ หรือแบรนด์ที่มีศักยภาพต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศในการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่างเป็นจุดขาย ในการ “ต่อยอด” เป็นสินค้าต่างๆ ได้หลากหลาย อาทิ ของที่ระลึก ของขวัญ








