วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปราคาน้ำมันดิบในปี 2560 และคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2561

“ไทยออยล์ คาดราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2561 ฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด หลังตลาดอาจกลับเข้าสู่ภาวะอุปทานล้นตลาดอีกครั้ง”

สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2560

ราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2560 เฉลี่ยอยู่ที่ 53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ยในปี 2559 ที่ 41.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากตลาดเข้าสู่ภาวะขาดดุลในปี 2560 ด้วยแรงสนับสนุนหลักจากความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตน้ำมันทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคที่ตกลงจะขยายระยะเวลาในการลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบราว 1.8  ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปจนถึงเดือน มี.ค. 61 เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน ในขณะที่กลุ่มผู้ผลิตสามารถลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบได้ใกล้เคียงตามเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ นอกจากนี้ ความต้องการใช้น้ำมันที่แข็งแกร่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งแรงหนุนแก่ตลาด โดยอุปสงค์น้ำมันโลกขยายตัวกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 97.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน (สำนักงานพลังงานสากล - IEA เดือน พ.ย. 60) จากแรงขับเคลื่อนของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว รวมถึงแรงหนุนจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำที่จูงใจให้ผู้บริโภคใช้น้ำมันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของกลุ่มผู้ผลิตนำโดยกลุ่มโอเปค ที่จะปรับลดปริมาณการผลิต และผลักดันตลาดเข้าสู่ภาวะสมดุลจะยากขึ้น  นับเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของกลุ่มโอเปคหรือ “OPEC’s Dilemma”  เมื่อราคาน้ำมันดิบที่เริ่มฟื้นตัวจูงใจให้ผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ เริ่มกลับมาลงทุนขุดเจาะและผลิตน้ำมันอีกครั้ง ซึ่งเห็นได้จากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว จากระดับต่ำสุดที่ 316 แท่น ในเดือน พ.ค. 59 สู่ระดับ 751 แท่น (ณ วันที่ 8 ธ.ค.60) ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้น 5 แสนบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนหน้าสู่ระดับ 9.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน (สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ - EIA เดือน พ.ย. 60) นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศที่คลี่คลายลงในไนจีเรียและลิเบีย ซึ่งได้รับการยกเว้นจากข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต ได้ฟื้นตัวและปรับเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 4 แสนบาร์เรล และ 1 แสนบาร์เรลต่อวัน ตามลำดับ ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันจากสหรัฐ ไนจีเรีย และลิเบีย ที่เพิ่มขึ้นได้ทดแทนอุปทานน้ำมันดิบที่หายไปจากตลาดโลก และเกิดเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้อุปทานน้ำมันดิบเกิดภาวะล้นตลาดอีกครั้ง

 

ภาวะตลาดน้ำมันดิบและคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2561

ในปี 2561 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2560 และเคลื่อนไหวในกรอบ 55 – 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยตลาดได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 98.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน (IEA เดือน พ.ย. 60) จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งทั่วโลก (Synchronized Economic Growth) ทั้งในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตกลุ่มโอเปคและนอกกลุ่มโอเปคนำโดยซาอุดิอาระเบียและรัสเซียที่ต้องการปรับลดปริมาณการผลิตเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่หนุนราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง หลังจากกลุ่มผู้ผลิตตัดสินใจขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตรวมกันราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่สิ้นสุดในเดือน มี.ค. 61 เป็นสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 61 โดยตั้งเป้าหมายในการลดน้ำมันดิบคงคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD Stocks) ให้กลับมาอยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี ให้ได้ ในขณะที่ไนจีเรียและลิเบียตกลงที่จะเข้าร่วมในข้อตกลงนี้ด้วย หลังจากก่อนหน้านี้ ทั้งสองประเทศได้รับการยกเว้นจากข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบภายในประเทศ ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ ประเทศอิรัก เวเนซุเอล่า ลิเบีย และไนจีเรีย รวมถึงการรวบอำนาจของมกุฎราชกุมารของซาอุดิอาราเบีย และสงครามระหว่างซาอุดิอาราเบียกับอิหร่านที่มากขึ้น นับเป็นความไม่แน่นอนของตลาดที่ต้องจับตามองในปี 2561 ซึ่งอาจส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบตึงตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเข้าสู่สมดุลของตลาดน้ำมันดิบยังคงเผชิญกับความเสี่ยง โดยตลาดอาจกลับมาประสบกับภาวะอุปทานล้นตลาดอีกครั้ง  เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องราว 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน (IEA เดือน พ.ย. 60) ซึ่งจะส่งผลให้อุปทานส่วนเกินเข้ามาสู่ตลาดมากขึ้น และทำให้ความพยายามของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันดิบที่จะผลักดันตลาดให้เข้าสู่ภาวะสมดุลอาจเป็นไปได้ยากลำบากขึ้น ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 7 แสนบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน (EIA เดือน พ.ย. 60) โดยความกังวลหลักมาจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ที่เพิ่มขึ้น หลังจากราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น เกินจุดคุ้มทุนของราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยสำหรับผู้ผลิตในสหรัฐฯ ราว 50-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จูงใจให้ผู้ผลิต Shale Oil ในสหรัฐ กลับมาดำเนินการขุดเจาะและผลิตน้ำมันดิบมากขึ้น นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากบราซิลและแคนาดาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 4 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็นอีกปัจจัยหลักที่ส่งผลให้อุปทานจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคเพิ่มขึ้น โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าการกลับมาของอุปทานจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคโดยเฉพาะ Shale Oil จากสหรัฐ เป็นปัจจัยเรื้อรังที่สกัดกั้นการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ และเป็น OPEC’s Dilemma อีกครั้ง เมื่อการปรับลดกำลังการผลิตลงเพื่อผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่ที่มีต้นทุนที่สูงเหล่านี้ เข้ามากินส่วนแบ่งในตลาดได้มากขึ้น

…………………………………………………………

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)       

        โทร.02-797-2999