กำไรหลักไตรมาส 3/60 ต่ำกว่าคาด
กำไรหลักต่ำกว่าคาด
DELTA รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/60 ที่ 1.41 พันล้านบาท ทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น 67% QoQ หากไม่รวมรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 8 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จากการถูกประเมินภาษี 19 ล้านบาท และอื่นๆอีก 4 ล้านบาท กำไรหลักจะอยู่ที่ 1.42 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 4% YoY และ 1% QoQ กำไรหลักต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดอยู่ 4% เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่าที่เราคาด
ประเด็นหลักผลประกอบการ
รายได้รวมอยู่ที่ 1.21 หมื่นล้านบาท (362 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 5% YoY แต่ลดลง 1% QoQ (เพิ่มขึ้น 8% YoY และ 1% QoQ ในแง่ของเหรียญสหรัฐ) ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ EVSBG (Electric Vehicle Solutions) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 49% YoY (DELTA ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจยานยนต์อย่างต่อเนื่อง) ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ EPSBG (Embedded Power Solutions) ได้แก่สินค้าประเภท เพาเวอร์ซัพพลายและ DCDC คอนเวอร์เตอร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% YoY จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะธุรกิจกลุ่มดาต้าเซนเตอร์ แต่ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ICTBG (ICT Infrastructure Solutions) ปรับตัวลดลง 9% YoY เนื่องจากการจำหน่ายเงินลงทุนบางส่วนในบริษัทย่อยในไตรมาส2/60
อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25.5% ในไตรมาส3/60 เทียบกับ 26.5% ในไตรมาส 3/59 (การเพิ่มขึ้นของการสำรองสินค้าล้าสมัยในไตรมาส3/60) และ 25.4%
ในไตรมาส2/60 (Product mix ที่ดีขึ้น กลบผลกระทบค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ) ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาปรับตัวเพิ่มขึ้น 35% YoY และ 12% QoQ ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยานยนต์ ซึ่งคาดว่าจะหนุนการเติบโตในอนาคต
แนวโน้ม
กำไรหลักไตรมาส 4/60 คาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ จากออเดอร์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งสำหรับ Power supply ในกลุ่มยานยนต์และพัดลม
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งหน่วยธุรกิจการผลิตของ DELTA ที่ประเทศอินเดียซึ่งโดยรวมคาดว่าจะกลบผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งตัวเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
เนื่องจากกำไรไตรมาส3/60 ต่ำกว่าคาด เราจึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2560 ลง 2.5% มาอยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท
คำแนะนำ
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในระยะยาวของ DELTA ซึ่งได้แรงหนุนจากการเติบโตของกลุ่มยานยนต์และกลุ่มการผลิตพัดลม รวมถึงหน่วยธุรกิจการผลิตที่อินเดีย บริษัทคาดว่ายอดขายธุรกิจ EV จะเติบโต จากเครื่องชาร์ตพลังงานและชิ้นส่วนประกอบทั่วไป แม้ว่ายอดขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ยังค่อนข้างเล็ก แต่เราคาดว่าจะมีออร์เดอร์เพิ่มมากขึ้นสอดคล้องกับเทรนด์ EV และเทคโนโลยี ADAS ที่เริ่มพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามเรามองว่าราคาหุ้นยังแพงเกินไปจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรหลักในระยะสั้นที่ไม่น่าตื่นเต้น ด้วย core PER ปี 2561 ที่ 16.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 14 เท่า และค่าเฉลี่ยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ 14.6 เท่า ดังนั้น เราแนะนำให้รอดูและเข้าซื้อเมื่อราคาน่าสนใจกว่านี้ เรายังคงคำแนะนำ ถือ









