วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยออยล์คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมัน 25-29 ก.ย.60

ราคาน้ำมันดิบคาดจะปรับตัวลดลง หลังปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ คาดจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 47-52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 53-58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (25 – 29 ก.ย. 60)

ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย หลังคาดจะเผชิญกับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน จากปริมาณการผลิตและการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงและโรงกลั่นในสหรัฐ ที่คาดว่าจะยังคงปิดดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคายังได้รับแรงหนุนจากผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคที่ยังคงเดินหน้าปรับลดกำลังการผลิตต่อเนื่อง

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

  • ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ คาดจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังปริมาณการผลิตและการนำเข้าน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่ โรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐ ยังคงปิดดำเนินการกว่า 5 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 14.2 ของกำลังการผลิต โดยในสัปดาห์ล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 15 ก.ย. 60 ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 4.6 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 472.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการปรับเพิ่มขึ้นกว่า 3 สัปดาห์ติดต่อกันและสูงกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 3.5 ล้านบาร์เรล
  • การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ คาดจะปรับเพิ่มขึ้นและส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดย EIA รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ สำหรับ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 15 ก.ย. 60 ปรับเพิ่มขึ้นกลับมาสู่ระดับเดิมก่อนเกิดพายุ Harvey ที่ระดับ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดปริมาณการผลิตในเดือน ธ.ค. 60 จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน นำโดยการเพิ่มขึ้นของแหล่งผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน
  • ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคคาดจะปรับลดลงต่อเนื่อง หลังกลุ่มผู้ผลิตยังคงเดินหน้าปรับลดกำลังการผลิตต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือน ส.ค. 60 ผู้ผลิตในกลุ่มโอเปคปรับเพิ่มความร่วมมือขึ้นมาจาก 85% มาอยู่ที่ 94% ในขณะที่ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคปรับเพิ่มความร่วมมือมาสู่ระดับ 119% ซึ่งนับเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 100% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการปรับลดกำลังการผลิตเป็นต้นมา นอกจากนี้ยังต้องจับตาการหารือระหว่างกลุ่มผู้ผลิตว่าจะมีการออกมาตรการเพิ่มเติมโดยขยายระยะเวลาในการปรับลดกำลังการผลิตจากเดิมที่สิ้นสุดเดือน มี.ค. 61 หรือมีการปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมจากเดิมที่ได้ตกลงกันไว้ว่าจะปรับลดลง8 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือไม่
  • จับตาพายุ Maria ว่าจะเคลื่อนตัวเข้าชายฝั่งทิศตะวันออก (East Coast) ของสหรัฐหรือไม่ ซึ่งหากมีการเคลื่อนตัวสู่พื้นที่ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันของสหรัฐ โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินซึ่งความต้องการใช้คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 30 ของความต้องการใช้น้ำมันเบนซินทั้งหมด นอกจากนี้ ยังต้องจับตาพายุ Jose ที่แม้ว่าจะลดระดับความรุนแรงเป็นพายุดีเปรสชั่นแล้ว แต่คาดจะเคลื่อนตัวอยู่ในแถบชายฝั่งทิศตะวันออกของสหรัฐ
  • ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐ ความรู้สึกของผู้บริโภคยูโรโซน ยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐ และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจีน

 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (18 – 22 ก.ย. 60)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 0.77 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 50.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.24 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 56.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 54.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังได้รับแรงหนุนจากความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคจะมีมาตรการเพิ่มเติมจากปัจจุบัน ที่มีการปรับลดกำลังการผลิตราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 61 นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากการที่โรงกลั่นน้ำมันในบริเวณอ่าวเม็กซิโกและแถบทะเลแคริบเบียนกลับมาดำเนินการอีกครั้ง หลังได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของพายุ Harvey และ Irma อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้  ประกอบกับ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานของสหรัฐ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน