วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐเร่งเบิกจ่ายงบ1ล้านล้าน ฟื้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

รัฐเร่งเบิกจ่ายงบฯ ฟื้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง พบวงเงินรายจ่ายรัฐ รอเบิกจ่าย กว่า 1 ล้านล้าน เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าครึ่งปีแรก "ทีดีอาร์ไอ" ระบุโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เห็นผลเร็วสุด

“การเบิกจ่ายงบประมาณ” และ “การใช้จ่ายของภาครัฐ” ถือว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยช่วงที่ภาคเอกชนยังมีการลงทุนน้อย โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี รวมถึงงบลงทุนในช่วง“ครึ่งปีหลัง” ของปีนี้ ซึ่งจะทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่เดือน ก.ค. – ธ.ค. ทำให้หลายฝ่ายมองเป็น“ความหวัง”ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวบรวมรายการวงเงินรายจ่ายภาครัฐที่คาดว่าจะลงสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ พบว่า มีงบประมาณในส่วนต่างๆที่รอการเบิกจ่าย เป็นวงเงินรวมกว่า 1.019 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย

1.งบประมาณคงเหลือที่รอการเบิกจ่ายในช่วงครึ่งปีหลัง วงเงินรวมกว่า 8.454 แสนล้านบาท โดยสำนักงบประมาณรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ก.ค.รับทราบความคืบหน้าในการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2560 โดยงบฯประจำวงเงิน 2,733,000 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 2,026,616 ล้านบาท คงเหลือ 706,384 ล้านบาท งบฯลงทุนภาครัฐวงเงินรวม548,872 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 271,472 ล้านบาท คงเหลืองบประมาณที่รอการเบิกจ่าย และงบประมาณที่มีการทำสัญญาโครงการแล้วรอการเบิกจ่าย 277,400 ล้านบาท

ส่วนงบฯกลางปี 2560 ที่รัฐบาลจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมวงเงินรวม 1.9 แสนล้านบาท สำนักงบประมาณรายงานว่าในครึ่งปีแรก ได้เบิกจ่ายงบประมาณในส่วนนี้ไปแล้วทั้งสิ้น 50,918 ล้านบาท คงเหลือเบิกจ่ายอีก 139,082 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้อยู่ระหว่างเร่งรัดการเบิกจ่าย เช่น โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทุนหมู่บ้านหมู่บ้านละ 200,000 บาท วงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาทที่คาดว่าจะเริ่มเริ่มเบิกจ่ายเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ภายในเดือน ส.ค.นี้

ในส่วนที่ 2.คืองบประมาณในการลงทุนโครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ระบุว่าโครงการที่จะดำเนินการในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย โครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมปี 2560 วงเงิน 54,799 ล้านบาท โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 5 แห่งจำนวน 40 โครงการวงเงิน 8,542 ล้านบาท ขณะที่โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ระยะเร่งด่วนปี 2560 จำนวน 48 โครงการ วงเงิน 6,993 ล้านบาทซึ่งโครงการต่างๆได้รับการจัดสรรงบประมาณเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการและเบิกจ่ายงบประมาณ

และในส่วนที่ 3 งบประมาณที่ใช้ดูแลช่วยเหลือเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประกอบไปด้วย “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ที่ครม.เห็นชอบวงเงินจำนวน 22,895.36 ล้านบาท โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จในเดือน ส.ค.นี้ ส่วนมาตรการขยายวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของ (บสย.)จาก 23%เป็น 30% เพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้ครบวงเงิน 8.1 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีวงเงินจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่จะจัดสรรเป็นสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อยวงเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทคาดว่าจะเริ่มทยอยเบิกจ่ายได้ในเดือน ต.ค.เป็นต้นไปหลังจากพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้

เชื่อศก.ฟื้นตัวดีกว่าครึ่งปีแรก

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในช่วงครึ่งปีหลังการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งงบประมาณจากโครงการต่างๆถือว่ามีมากกว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ และการใช้จ่ายของภาครัฐถือเป็นปัจจัยที่ทำให้หลายฝ่ายมองว่าภาวะเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก

ทั้งนี้มาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามผลักดันเม็ดเงินลงในระบบเศรษฐกิจได้ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ในช่วงต้นปีงบประมาณ เช่น งบประมาณพัฒนากลุ่มจังหวัดซึ่งอยู่ในส่วนของงบกลางปีฯ 2560ก็ได้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตลอดเพื่อให้เงินลงไปในระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด ส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตามวงเงินสินเชื่อทวีทุนที่เหลือวงเงินอยู่ 8.1 หมื่นล้านบาท ก็เป็นมาตรการสำคัญที่รัฐบาลต้องการให้ปล่อยเงินกู้ให้กับเอสเอ็มอีโดยเร็วเพื่อให้เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเอสเอ็มอีและสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจซึ่งจากการประเมินในเบื้องต้นเมื่อมีการขยายวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของ (บสย.) จาก 23% เป็น 30% จะส่งผลให้มีการปล่อยสินเชื่อ 1.5 เท่าของวงเงินสินเชื่อที่เหลืออยู่หรือคาดว่าภายในปี 2560 จะมีการปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีในวงเงินประมาณ 1.2 แสนล้านบาท

ลงทุนรัฐหนุนศก.ครึ่งหลัง

ขณะที่ สศช.ระบุในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2560 และแนวโน้มปี 2560 ว่าการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีกรอบวงเงินงบประมาณและการลงทุนของภาครัฐที่จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจหลายโครงการ ได้แก่ กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำ งบประมาณลงทุนประจำปีงบประมาณ 2560 งบประมาณการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2560 วงเงิน 1.9 แสนล้านบาท รวมทั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ซึ่งจะเริ่มเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2560 เป็นต้นไป

อัดงบสู่ท้องถิ่นกระตุ้นศก.

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงการเบิกจ่ายงบประมาณและเงินในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ว่า โครงการที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะในท้องถิ่นได้ดีที่สุด คือ โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่มีการใช้วงเงินจากงบกลางฯกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท หากสามารถเบิกจ่ายได้ตามแผนที่กำหนดไว้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้น

ขณะที่โครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อยมองว่าเงื่อนไขที่กำหนดว่าจะเป็นการให้สวัสดิการผู้มีรายได้น้อย เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าโดยสารรถเมล์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งแม้จะสามารถช่วยดูแลค่าใช้จ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยได้แต่เงินไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยตรง จึงมีผลน้อยกว่าโครงการที่ส่งเงินลงไปในโครงการในท้องถิ่นโดยตรง

คาดเมกะโปรเจคยังไม่ส่งผลต่อศก.

สำหรับวงเงินการเบิกจ่ายโครงสร้างพื้นฐานซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้รัฐบาล ซึ่งผลักดันโครงการลงทุนหลายโครงการแต่การเบิกจ่ายอาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจได้ตามวงเงินงบประมาณที่เหลืออยู่ทั้ง 100% เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการลักษณะนี้จะมีลักษณะกระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่ม รวมทั้งการก่อสร้างต้องมีการนำเข้าชิ้นส่วน วัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศบางส่วน งบประมาณส่วนนี้จึงไม่ได้มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง

“ขณะนี้เศรษฐกิจโดยเฉพาะในต่างจังหวัดมีความซบเซามาก การมีงบประมาณลงไปในชุมชน หมู่บ้าน เช่น โครงการที่ใช้งบกลางก็มีส่วนช่วยสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจได้บางส่วนเหมือนฝนที่หยดลงไปพื้นที่ ส่วนงบโครงการสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟทางคู่ หรือโครงการในอีอีซี ผมไม่ตั้งความหวังมากเนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างและเบิกจ่ายงบประมาณพอสมควร”นายสมชัย กล่าว

คาดหนุนศก.ระยะสั้นได้น้อย

นายสมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า โครงการต่างๆ เหล่านี้ เป็นโครงการที่เน้นเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว โดยมุ่งเพิ่มผลิตภาพของสินค้าในชุมชนหรือท้องถิ่น ซึ่งเป็นหวังผลเชิงเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่ามุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

“โครงการในลักษณะแบบนี้เป็นการกระตุ้นฝั่งอุปทานหรือเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวสินค้า มากกว่าที่จะมากระตุ้นอุปสงค์หรือกำลังซื้อ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าทำได้จะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวได้มาก”

อย่างไรก็ตามแม้โครงการเหล่านี้เป็นการหวังผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แต่รัฐบาลก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ผ่านการช่วยเหลือเรื่องสภาพคล่อง เช่น กรณีน้ำท่วมในพื้นที่แถบอีสาน โดยเฉพาะสกลนคร ภาครัฐควรมีมาตรการด้านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(ซอฟท์โลน) ออกมาช่วยเหลือ ซึ่งจะช่วยประคับประคองกำลังซื้อของประชาชนในระดับฐานรากที่ได้รับความเดือดร้อนได้ด้วย

“เท่าที่เราสำรวจ พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในจังหวัดสกลนคร ที่โดนน้ำท่วมรอบนี้ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพาะปลูก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นข้าวที่อายุไม่มากแค่ 2-4 สัปดาห์เท่านั้น หลังน้ำลดหากมีความเสียหายเกิดขึ้น รัฐควรให้ซอฟท์โลนแก่ผู้ประสบภัย เพื่อที่นำไปลงทุนเพาะปลูกใหม่”