วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.มั่นใจไร้ ‘วิกฤติแบงก์’ ซ้ำปี40

ธปท.มั่นใจไร้ "วิกฤติแบงก์" ซ้ำปี40 แนวโน้ม ‘เอ็นพีแอล’ เพิ่ม แต่ธนาคารพาณิชย์กันสำรองเต็มที่

“แบงก์ชาติ” เผยสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ยังโตต่อเนื่อง สะท้อนกิจกรรมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ขณะเอ็นพีแอลปรับขึ้นบ้าง แต่ยังไม่น่าห่วง เหตุธนาคารพาณิชย์กันสำรองเต็มที่ ทั้งฐานะการเงินแกร่ง ยังไม่พบความเสี่ยงเหมือนช่วงวิกฤติ ด้าน “ซีไอเอ็มบีไทย” มั่นใจผลดำเนินงานปีนี้พลิกฟื้น เผยครึ่งปีแรกกวาดกำไรแล้ว 477 ล้าน เติบโต 30%

นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ยังมีการเติบโต และเติบโตในอัตราที่ดีกว่าปีก่อนหน้า สะท้อนว่าเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทำให้มีความต้องการใช้สินเชื่อ

ส่วนเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) นั้น แม้ว่าภาพรวมจะยังมีการปรับขึ้น แต่ก็ไม่ได้น่าเป็นห่วง เพราะธนาคารพาณิชย์มีการตั้งสำรองรองรับ ขณะที่ฐานะทางการเงินของธนาคารก็แข็งแกร่ง ฐานะเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS Ratio ก็อยู่ในระดับสูง

“เราก็คอยดู และติดตามสถานการณ์สินเชื่อเป็นรายเซ็คเตอร์ ซึ่งในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น ก็ไม่ได้พบความเสี่ยงในแง่ที่เป็นจุดเปราะบางเหมือนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540"

นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกปีนี้ ธนาคาร มีกำไรสุทธิ 477.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 110.6 ล้านบาท หรือ 30.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ว่ารายได้จากการดำเนินงาน ลดลง 1.6 % แต่ธนาคารมีการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้นส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 2% ในขณะที่สำรองหนี้สูญลดลง 6.2%

“ผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีออกมาน่าพอใจ กำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้นจากส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ลดลง ในขณะที่รายได้จากการดำเนินงานทรงตัว เงินให้สินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อย เนื่องจากมีการชำระคืนสินเชื่อรายใหญ่และการปรับพอร์ตโฟลิโอ ด้านคุณภาพสินทรัพย์มีการปรับตัวที่ดีขึ้น ทั้งนี้ธุรกิจลูกค้ารายย่อย ธุรกิจลูกค้ารายใหญ่ และธุรกิจบริหารเงินของธนาคารมีผลการดำเนินงานที่ดี ในขณะที่ธุรกิจพาณิชย์ธนกิจมีแนวโน้มเติบโตดีหลังปรับโครงสร้าง โดยภาพรวมผลประกอบการในปีนี้ ธนาคารน่าจะพลิกกลับมามีกำไรได้”

ในส่วนรายได้จากการดำเนินงานลดลง สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของรายได้อื่น 41.7% เนื่องจากการลดลงของกำไรสุทธิจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศและกำไรสุทธิจากเงินลงทุน ซึ่งชดเชยด้วยการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิจำนวน 158.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 21.5 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมบริการที่ปรึกษา รายได้ธุรกรรมเช่าซื้อและค่าธรรมเนียมจากการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 101.1 ล้านบาท หรือ 2.1% เป็นผลจากการลดลงของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย

ด้านเงินให้สินเชื่อสุทธิ ณ 30 มิ.ย. 2560 2.02 แสนล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารมีเงินฝากอยู่ที่ 2.07 แสนล้านบาท ลดลง 7.4% จากสิ้นปี 2559 มีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 1.13 หมื่นล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้น (NPL ratio) อยู่ที่ 5.4% จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 6.1% มีสาเหตุหลักจากการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพในไตรมาสแรก ประกอบกับธนาคารมีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการแก้ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงแนวทางในการเรียกเก็บหนี้จากสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีอยู่

ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 84% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 77.3% นอกจากนี้เงินสำรองของกลุ่มธนาคาร อยู่ที่จำนวน 9.5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำนวน 3.3 พันล้านบาท