ลุ้นต่างชาติ "ซื้อหุ้นไทย" ก.ค. ดักผลประกอบการไตรมาส2
ตลาดหุ้นไทยเดือนมิ.ย. 2560 ดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.05% ขณะที่หุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นหุ้นขนาดเล็ก เช่นหุ้นจีเจเอส (GJS) เพิ่มขึ้น 58.82% รองลงมาหุ้นจีสตีล เพิ่มขึ้น 45.45%
กรุงเทพธุรกิจได้สำรวจการซื้อขายแยกรายกลุ่มนักลงทุนโดยเฉพาะในส่วนของต่างชาติพบว่าเดือนมิ.ย. 2560 มียอดขายสุทธิ 6.28 ล้านบาท
บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนก.ค.ยังคงปรับตัวขึ้นได้ ซึ่งผลการศึกษาของนักวิเคราะห์เชิงปริมาณของฝ่ายวิจัย พบว่าดัชนีหุ้นเซ็ท50 จะให้ผลตอบแทนที่สูงถึง 3.44% (ด้วยความน่าจะเป็นกว่า 80%) ทั้งนี้ส่วนหนึ่ง น่าจะมาจากความคาดหวังเกี่ยวกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของไตรมาส 2 ซึ่งน่าจะเริ่มทยอยประกาศปลายเดือน ก.ค. เป็นต้นไป
นำโดยกลุ่มธนาคาร ซึ่งนักวิเคราะห์ได้ทยอยทำ Earning Preview หุ้นในกลุ่มฯแล้ว โดยมองว่าแบงก์ไทยพาณิชย์ SCB จะมีกำไรไตรมาส 2 ปี 2560 กำไรสุทธิทรงตัวจากไตรมาสแรกปีนี้ (แต่หดตัว 7%จากงวดเดียวกันปีก่อน) จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ทำให้ yield ของเงินให้สินเชื่อลดลง กระทบผลประกอบการราว 1 เดือน
ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยังไม่ลดลง ทำให้ NIM ลดลงเหลือ 3.1% จาก 3.17% ในงวดก่อนหน้า แต่จะได้รายได้เงินปันผลเข้ามาช่วยลดผลกระทบ สำหรับงวดไตรมาส 3 ปีนี้ น่าจะฟื้นตัวขึ้นตามการเติบโตของสินเชื่อสุทธิที่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงฤดูกาล
ทั้งนี้แม้งวดไตรมาส 2 ปีนี้คาดว่าจะเห็นฐานกำไรที่ลดลงจากไตรมาสแรก ซึ่งทำกำไรได้ 2.85 แสนล้านบาท (คิดเป็น 28% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2560) เป็นเพราะหลายอุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วง Low Season และ มีวันหยุดยาวหลายช่วง กระทบภาคการผลิต ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เฉพาะอย่างยิ่งน้ำมัน และเหล็ก ก็ปรับตัวลดลง ทำให้มีความเสี่ยงที่จะต้องบันทึก Stock Loss เทียบกับมีบันทึกกำไรพิเศษ งวดไตรมาสแรกราว 2 หมื่นล้านบาท แต่เชื่อว่ากำไรจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยกลุ่มที่คาดว่าจะกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่น เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์, เช่าซื้อ-ลิสซิ่ง, เกษตร-อาหาร, ชิ้นส่วนฯ, ค้าปลีก-ค้าส่ง, รับเหมาก่อสร้าง และพลังงานทดแทน
ในส่วนของกระแส Fund Flow มีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติน่าจะกลับมาซื้อสุทธิในหุ้นไทยอีกครั้ง จากสถิติย้อนหลัง 5 ปี นักลงทุนต่างชาติมักมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยในเดือน ก.ค. เฉลี่ยราว 6.5 พันล้านบาท โดยซื้อสุทธิ 4 ใน 5 ปี สวนทางกับนักลงทุนสถาบันในประเทศ ที่มักขายสุทธิในเดือน ก.ค. ด้วยมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง 6.9 พันล้านบาท และเป็นการขายสุทธิ 3 ใน 5 ปี จึงอาจทำให้การปรับขึ้นของ ดัชนีหุ้นอยู่ในกรอบจำกัด
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ระบุว่า การที่ราคาหุ้น SCC ปรับลดลงในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่าจะเป็นเพราะมีหุ้น IPO ในธุรกิจเดียวกันขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นมาเลเซีย คือ Lotte Chemical Titan Holdings (LCT) ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของ SCC ยังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ LCT เพิ่มทุนใหม่ 740.5 ล้านหุ้น มูลค่า 1.38 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาด Bursa Securities มาเลเซีย ในวันที่ 11 ก.ค. 2560 ซึ่งดีลนี้เป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในปีนี้ของตลาดหุ้นมาเลเซีย
นักลงทุนสถาบันในต่างประเทศ มีการขายหุ้น SCC บางส่วนเพื่อไปซื้อหุ้น LCT (IPO) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสดของหุ้นใหม่ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ EV/EBITDA ของ LCT ต่ำกว่าของ SCC โดยของ LCT อยู่ที่ประมาณ 6 เท่า ขณะที่ของ SCC เท่ากับ 8 เท่า อย่างไรก็ดี คาดว่าหลัง LCT เข้าตลาดในวันที่ 11 ก.ค. 2560 และราคาหุ้นปรับขึ้นไปแล้ว ก็น่าจะหมด Overhang จากเรื่องนี้ และราคาหุ้น SCC ก็มีโอกาสพลิกฟื้นขึ้นและสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่ดีของบริษัทได้









