"หุ้นเครื่องดื่ม" ร่วงหวั่นภาษีใหม่กดกำไร ชี้ไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ ประเมินเซ็ปเป้-อิชิตัน-โออิชิรับผลกระทบมากสุด
หุ้นกลุ่มเครื่องดื่มร่วงรับกรมสรรพสามิตจ่อขึ้นภาษีน้ำหวาน โบรกคาดเซ็ปเป้-อิชิตัน-โออิชิรับผลกระทบมากสุด ขณะที่ไม่สามารถผลักภาาระให้ผู้บริโภคได้เพราะการแข่งขันรุนแรง
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มวานนี้ (16 มิ.ย.) ได้รับผลกระทบเชิงลบ จากการร่างกฎหมายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกลุ่มเครื่องดื่ม โดยหุ้นมาลีกรุ๊ป (MALEE) ปิดการซื้อขายที่ 47.25 บาท ลดลง 2.25 บาท หรือ 4.55% มูลค่าการซื้อขาย 281 ล้านบาท
หุ้นอิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) ปิดการซื้อขายที่ 8.95 บาท ลดลง 0.15 บาท หรือ 1.65% มูลค่าการซื้อขาย 11.63 ล้านบาท หุ้นคาราบาวกรุ๊ป (CBG) ปิดการซื้อขายที่ 72.25 บาท ลดลง 1.75 บาท หรือ 2.36% มูลค่าการซื้อขาย 265.48 ล้านบาท และหุ้นเซ็ปเป้ (SAPPE) ปิดที่ 25.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า มูลค่าการซื้อขาย 3.71 ล้านบาท
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ระบุว่าหากเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่ม กดดันกำไรของเซ็ปเป้ (SAPPE) และอิชิตัน (ICHI) มากสุด
ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมสรรพสามิตระบุว่า กรมสรรพสามิตเตรียมเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินมาตรฐานกำหนด คือ 1.ปริมาณน้ำตาล 10-14 กรัม 2. ปริมาณน้ำตาลตั้งแต่ 14-18 กรัม และ3. ปริมาณน้ำตาลเกิน 18 กรัม อย่างไรก็ตามทางภาครัฐยังไม่กำหนดอัตราที่ชัดเจน และให้เวลาผู้ประกอบการเครื่องดื่มปรับตัวเป็นระยะเวลา 2 ปี
โดยเครื่องดื่มที่เข้าข่ายถูกจัดเก็บภาษีได้แก่ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลังและเกลือแร่ น้ำผลไม้ และน้ำพืชผัก เครื่องดื่มชนิดผง เครื่องดื่มชนิดเข้มข้น รวมถึงเครื่องดื่มที่หวานตามธรรมชาติไม่ได้ใส่น้ำตาลเพิ่มด้วยโดยจะเริ่มจัดเก็บภาษีแบบอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้จะให้เวลาผู้ผลิตปรับส่วนผสมของน้ำตาลในเครื่องดื่มภายใน 2 ปี ตั้งแต่ 16 ก.ย. 2560-30 ก.ย. 2562 เพื่อยังให้ใช้ภาษีในอัตราเท่าเดิม
บล.เอเซียพลัส ประเมินว่าประเด็นข่าวดังกล่าวถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อหุ้นในกลุ่มเครื่องดื่มที่ฝ่ายวิจัยศึกษา ได้แก่ อิชิตัน (ICHI), โออิชิ (OISHI) และเซ็ปเป้ (SAPPE) เนื่องจากการประกาศใช้ภาษีน้ำหวานอัตราใหม่จะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิของผู้ประกอบการโดยตรง ทั้งนี้ ต้นทุนน้ำตาลของผู้ผลิตแต่ละรายเฉลี่ยอยู่ที่ 25% ของต้นทุนการผลิตรวม ในกรณีที่ภาครัฐเก็บภาษีทุกๆ 10% จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนให้สูงขึ้นราว 2.5% จากปัจจุบัน (ถ้าขึ้น 20-25% จะกระทบราว 5-6%)
ขณะเดียวกัน เชื่อว่า ผู้ผลิตไม่สามารถผลักภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคโดยตรงโดยการปรับขึ้นราคาได้ เนื่องจากเครื่องดื่มดังกล่าวจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ผู้บริโภคอาจลดปริมาณการบริโภคลง และจะส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ผลิต นอกจากนี้ ภาวะการแข่งขัน ในตลาดเครื่องดื่มเครื่องดื่มชาพร้อมดื่มและฟังก์ชันนอลดริงก์ ในประเทศอยู่มีการแข่งขันที่รุนแรงทั้งด้านราคาและโปรโมชั่น โดยภาพรวมตลาดชาพร้อมดื่มมูลค่าติดลบมาตลอด 3 ปี ย้อนหลัง (ปี 2557-2559 ลดลง 1%,2%,7% ตามลำดับ) กดดันให้การปรับราคาขายเป็นไปได้ยาก กดดันต่ออัตรากำไรสุทธิของผู้ประกอบการ
กล่าวโดยสรุป ประเด็นดังกล่าว ส่งผลลบต่อผู้ประกอบการที่มีรายได้มาจากเครื่องดื่ม 100% คือ ICHI และ SAPPE จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน ขณะที่ OISHI ได้รับผลกระทบเพียง 50% เนื่องจากมีรายได้อีก 50% มาจากธุรกิจร้านอาหาร ฝ่ายวิจัยจึงยังแนะนำ ซื้อลงทุน
ฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มีความเห็นว่า ปัจจุบันเครื่องดื่มชูกำลังคาราบาวแดงของคาราบาวกรุ๊ป (CBG) มีระดับความหวาน 18% และบริษัทได้เสียภาษีในอัตรา 20% แล้ว แต่ผลกระทบที่มีบริษัทอยู่ที่ฐานราคาในการคำนวณภาษีซึ่งเปลี่ยนจากราคาหน้าโรงงานเป็นราคาขายปลีก ในขณะที่สินค้าหลักของมาลีกรุ๊ป (MALEE) ประมาณ 90% ไม่มีการเสียภาษี เพราะสินค้าเป็นเครื่องดื่มจากน้ำผลไม้
อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีใหม่จะกระทบกับลูกค้าที่ MALEE รับจ้างผลิต ในกลุ่มกาแฟกระป๋อง ซึ่งสินค้านี้ได้รับการยกเว้นภาษีความหวานในช่วงที่ผ่านมา และหากนำมาใช้ก็จะมีผลต่อกำลังซื้อที่มีต่อสินค้า
ด้านฝ่ายวิจัย บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ผลกำไรของ MALEE ในไตรมาส 2 ปี 2560 อาจอ่อนแอกว่าคาด เนื่องจากการส่งออกชะลอตัว หลังต้องตรวจสอบเรื่องความเป็นน้ำมะพร้าว 100% ให้แล้วเสร็จก่อน รวมทั้งยอดขายในประเทศก็ซบเซา ก็มีแนวโน้มปรับลดคาดการณ์กำไรและราคาเป้าหมายลง ระยะสั้นให้ “ลดน้ำหนักลงทุน” ไปก่อน









