แนวทางการกำกับดูแลตนเองของวิชาชีพโฆษณาร่วมกับสถานีโทรทัศน์ตลอดช่วง 25 ปี ด้วยกระบวนการ “เซ็นเซอร์”ภาพยนตร์โฆษณาก่อนเผยแพร่ทางช่องฟรีทีวี ได้ทำงานผ่านคณะกรรมการทำงานร่วมกันของฟรีทีวีรายเดิม ร่วมกับสมาคมโฆษณา และนักวิชาการ
วิทวัส ชัยปาณี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่าในยุคทีวีดิจิทัล ที่มีจำนวนช่องฟรีทีวีเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว จากยุคอนาล็อก ส่งผลให้พื้นที่โฆษณาในช่องฟรีทีวีธุรกิจเพิ่มขึ้นจาก 4 ช่อง เป็น 22 ช่องในปัจจุบัน ทำให้สินค้าและแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี)มีช่องทางใช้พื้นที่โฆษณาในช่องทีวีดิจิทัล ที่มีราคาโฆษณาไม่สูง เมื่อเทียบกับยุคฟรีทีวีอนาล็อก ซึ่งราคาโฆษณาไพรม์ไทม์อยู่ที่นาทีละ 4 แสนบาท
ในยุคฟรีทีวีอนาล็อก การผลิตชิ้นงานโฆษณาเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ล้านบาท ขณะที่ยุคทีวีดิจิทัล มีตัวเลือกลงโฆษณามากขึ้น การผลิตชิ้นงานโฆษณาเพื่อออกอากาศ อาจเริ่มต้นที่หลัก หมื่นถึงหลักแสนบาท เท่านั้น ทำให้ปริมาณโฆษณาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สะท้อนจากจำนวนชิ้นงานที่คณะกรรมการเซ็นเซอร์โฆษณา ทำหน้าที่ตรวจสอบในช่วงเริ่มต้น 25 ปีก่อนเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 4,000 ชิ้นงาน ขณะที่ช่วง 3 ปีก่อนทีวีดิจิทัลออกอากาศอยู่ที่ 8,000 ชิ้นงานต่อปี ปัจจุบันเพิ่มเป็น 18,000 ชิ้นงานต่อปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกจากธุรกิจเอสเอ็มอี ใช้สื่อทีวีเป็นช่องทางโฆษณามากขึ้น
ดังนั้นสมาคมฯ จึงปรับกระบวนตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาทางทีวี (เซ็นเซอร์) ใหม่ในรอบ 25 ปี จากเดิมคณะกรรมการเซ็นเซอร์ มาจากตัวแทนฟรีทีวีรายเดิม ,สมาคมโฆษณาและนักวิชาการ ได้ปรับการทำงานใหม่ ด้วยการจัดตั้ง “คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านการตรวจพิจารณาโฆษณาทางโทรทัศน์”
คณะกรรมการดังกล่าวมีจำนวน 11 คน มาจากระดับบริหารฟรีทีวีรายเดิม, ผู้แทนจากทีวีดิจิทัล ที่แต่งตั้งโดยสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล , ผู้แทนจากสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และผู้แทนจากสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการทำงาน รวมทั้งตัดสินข้อขัดแย้งเชิงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาเซ็นเซอร์โฆษณา ที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในระดับคณะกรรมการเซ็นเซอร์ ที่ทำงานประจำวัน
วิทวัส กล่าวอีกว่าที่ผ่านมารูปแบบการสื่อสารมีการพัฒนากลยุทธ์อย่างแยบยล บางกรณีไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในระดับคณะกรรมการเซ็นเซอร์ เช่น การโฆษณาที่ไม่มีแบรนด์สินค้า(unbrand) โดยใช้วิธีบอกคุณประโยชน์ของสารประกอบสินค้าบางประเภท ซึ่งโฆษณาที่ไม่แบรนด์สินค้าดังกล่าว ทำให้ไม่ต้อง ขออนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา จากนั้นใช้วิธีโฆษณาแบรนด์สินค้าที่มีสารประกอบที่บอกคุณประโยชน์จากโฆษณา unbrand เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการรับรู้จากโฆษณาชุดก่อนหน้า ถือเป็นกรณีที่มีให้เห็นเพิ่มขึ้น รวมทั้งโฆษณาคุณสมบัติเกินจริง ตัวอย่าง กรณีกระทะ ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือป็นรูปแบบโฆษณาที่ ต้องมีการพิจารณาและตัดสินใจร่วมกันในระดับผู้บริหาร
นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาเอกสาร ก่อนส่งงานให้คณะกรรมการเซ็นเซอร์พิจารณาเพื่อลดขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ รวมทั้งแนวทางเพิ่มคณะกรรมการเซ็นเซอร์ปัจจุบันที่มี 1 ทีม เป็น 4 ทีม เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณจำนวนงานที่เพิ่มขึ้น
“แนวทางพิจารณาโฆษณาที่เหมาะสมร่วมกัน เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการทีวี สินค้า เอเยนซีโฆษณา และผู้บริโภค จากมาตรฐานการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพร่วมกัน”
เขมทัตต์ พลเดช นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่าในยุคดิจิทัล ที่อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารไปถึงผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว แนวทางการกำกับดูแลตนเองของผู้ประกอบการสื่อจึงมีความสำคัญ เพราะเนื้อหาสาระการสื่อสารมีหลากหลายช่องทางในการเผยแพร่
อีกทั้งการขยายตัวของธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ใช้ช่องทางทีวีดิจิทัล ในการโฆษณาเพื่อสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เห็นได้จากการโฆษณากระทะ ที่ถือเป็นเอสเอ็มอี ประเภทหนึ่ง สามารถสร้างยอดขายได้นับ 1,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นสื่อทีวีจึงยังเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารกับผู้บริโภควงกว้าง ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีมาตรฐานการตรวจสอบโฆษณาที่มีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน
ขณะที่ สุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล กล่าวว่าการเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาทางทีวี ของช่องทีวีดิจิทัล ซึ่งถือเป็นผู้เล่นน้องใหม่ในธุรกิจฟรีทีวี จะช่วยส่งเสริมมาตรฐานการกำกับดูแลตนเอง และกระบวนการตรวจสอบโฆษณาทีวีให้เข้มแข็งมากขึ้น และส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาเติบโต








