วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โฆษณาเข้มเซ็นเซอร์รับชิ้นงานพุ่งยุคทีวีดิจิทัล

แนวทางการกำกับดูแลตนเองของวิชาชีพโฆษณาร่วมกับสถานีโทรทัศน์ตลอดช่วง 25 ปี ด้วยกระบวนการ “เซ็นเซอร์”ภาพยนตร์โฆษณาก่อนเผยแพร่ทางช่องฟรีทีวี ได้ทำงานผ่านคณะกรรมการทำงานร่วมกันของฟรีทีวีรายเดิม ร่วมกับสมาคมโฆษณา และนักวิชาการ

วิทวัส ชัยปาณี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่าในยุคทีวีดิจิทัล ที่มีจำนวนช่องฟรีทีวีเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว จากยุคอนาล็อก ส่งผลให้พื้นที่โฆษณาในช่องฟรีทีวีธุรกิจเพิ่มขึ้นจาก 4  ช่อง เป็น 22 ช่องในปัจจุบัน  ทำให้สินค้าและแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี)มีช่องทางใช้พื้นที่โฆษณาในช่องทีวีดิจิทัล ที่มีราคาโฆษณาไม่สูง เมื่อเทียบกับยุคฟรีทีวีอนาล็อก ซึ่งราคาโฆษณาไพรม์ไทม์อยู่ที่นาทีละ 4  แสนบาท

            ในยุคฟรีทีวีอนาล็อก การผลิตชิ้นงานโฆษณาเฉลี่ยอยู่ที่  5 ล้านบาท  ขณะที่ยุคทีวีดิจิทัล มีตัวเลือกลงโฆษณามากขึ้น การผลิตชิ้นงานโฆษณาเพื่อออกอากาศ อาจเริ่มต้นที่หลัก หมื่นถึงหลักแสนบาท เท่านั้น  ทำให้ปริมาณโฆษณาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

            สะท้อนจากจำนวนชิ้นงานที่คณะกรรมการเซ็นเซอร์โฆษณา ทำหน้าที่ตรวจสอบในช่วงเริ่มต้น 25 ปีก่อนเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 4,000 ชิ้นงาน ขณะที่ช่วง 3 ปีก่อนทีวีดิจิทัลออกอากาศอยู่ที่ 8,000 ชิ้นงานต่อปี  ปัจจุบันเพิ่มเป็น  18,000 ชิ้นงานต่อปี  มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกจากธุรกิจเอสเอ็มอี ใช้สื่อทีวีเป็นช่องทางโฆษณามากขึ้น

            ดังนั้นสมาคมฯ จึงปรับกระบวนตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาทางทีวี (เซ็นเซอร์) ใหม่ในรอบ 25 ปี จากเดิมคณะกรรมการเซ็นเซอร์ มาจากตัวแทนฟรีทีวีรายเดิม ,สมาคมโฆษณาและนักวิชาการ  ได้ปรับการทำงานใหม่ ด้วยการจัดตั้ง “คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านการตรวจพิจารณาโฆษณาทางโทรทัศน์”  

          คณะกรรมการดังกล่าวมีจำนวน 11 คน  มาจากระดับบริหารฟรีทีวีรายเดิม, ผู้แทนจากทีวีดิจิทัล ที่แต่งตั้งโดยสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล , ผู้แทนจากสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และผู้แทนจากสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย  ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการทำงาน รวมทั้งตัดสินข้อขัดแย้งเชิงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาเซ็นเซอร์โฆษณา ที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในระดับคณะกรรมการเซ็นเซอร์ ที่ทำงานประจำวัน 

            วิทวัส กล่าวอีกว่าที่ผ่านมารูปแบบการสื่อสารมีการพัฒนากลยุทธ์อย่างแยบยล บางกรณีไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในระดับคณะกรรมการเซ็นเซอร์  เช่น  การโฆษณาที่ไม่มีแบรนด์สินค้า(unbrand) โดยใช้วิธีบอกคุณประโยชน์ของสารประกอบสินค้าบางประเภท ซึ่งโฆษณาที่ไม่แบรนด์สินค้าดังกล่าว ทำให้ไม่ต้อง ขออนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา  จากนั้นใช้วิธีโฆษณาแบรนด์สินค้าที่มีสารประกอบที่บอกคุณประโยชน์จากโฆษณา unbrand  เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการรับรู้จากโฆษณาชุดก่อนหน้า  ถือเป็นกรณีที่มีให้เห็นเพิ่มขึ้น รวมทั้งโฆษณาคุณสมบัติเกินจริง  ตัวอย่าง กรณีกระทะ ที่เกิดขึ้น  ซึ่งถือป็นรูปแบบโฆษณาที่ ต้องมีการพิจารณาและตัดสินใจร่วมกันในระดับผู้บริหาร 

            นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาเอกสาร ก่อนส่งงานให้คณะกรรมการเซ็นเซอร์พิจารณาเพื่อลดขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมการเซ็นเซอร์  รวมทั้งแนวทางเพิ่มคณะกรรมการเซ็นเซอร์ปัจจุบันที่มี 1 ทีม เป็น 4 ทีม เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณจำนวนงานที่เพิ่มขึ้น

            “แนวทางพิจารณาโฆษณาที่เหมาะสมร่วมกัน เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการทีวี สินค้า เอเยนซีโฆษณา และผู้บริโภค จากมาตรฐานการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพร่วมกัน”

            เขมทัตต์ พลเดช  นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์  กล่าวว่าในยุคดิจิทัล ที่อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารไปถึงผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว  แนวทางการกำกับดูแลตนเองของผู้ประกอบการสื่อจึงมีความสำคัญ  เพราะเนื้อหาสาระการสื่อสารมีหลากหลายช่องทางในการเผยแพร่ 

            อีกทั้งการขยายตัวของธุรกิจเอสเอ็มอี  ที่ใช้ช่องทางทีวีดิจิทัล ในการโฆษณาเพื่อสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  เห็นได้จากการโฆษณากระทะ ที่ถือเป็นเอสเอ็มอี ประเภทหนึ่ง สามารถสร้างยอดขายได้นับ 1,000 ล้านบาทต่อปี  ดังนั้นสื่อทีวีจึงยังเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารกับผู้บริโภควงกว้าง ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีมาตรฐานการตรวจสอบโฆษณาที่มีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน

            ขณะที่ สุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล กล่าวว่าการเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาทางทีวี ของช่องทีวีดิจิทัล  ซึ่งถือเป็นผู้เล่นน้องใหม่ในธุรกิจฟรีทีวี  จะช่วยส่งเสริมมาตรฐานการกำกับดูแลตนเอง และกระบวนการตรวจสอบโฆษณาทีวีให้เข้มแข็งมากขึ้น และส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาเติบโต