วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิด ‘คลินิกแก้หนี้’ กระแสตอบรับเกินคาด

"คลินิกแก้หนี้" เริ่ม 1 มิ.ย.นี้ กระแสตอบรับดีเกินคาด

นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วัน โครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน หรือ “คลินิกแก้หนี้” จะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ หลังจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารพาณิชย์ 16 แห่ง และบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ บสส. (SAM) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหนี้เสียบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลให้กับประชาชนรายย่อยที่เป็นหนี้กับธนาคารหลายแห่งเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา

โครงการนี้ได้ว่าจ้างให้ บสส.หรือ SAM เป็นหน่วยงานกลางในการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่เป็นหนี้กับหลายธนาคารให้จบในคราวเดียวกัน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เหลือเพียง 7% ต่อปี แต่มีเงื่อนไขว่าลูกหนี้ที่จะเข้าโครงการได้ จะต้องเป็นหนี้เสียเท่านั้น และเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 1 พ.ค. 2560 ต้องมีรายได้ประจำ และมีหนี้จากทุกธนาคารรวมกันไม่เกิน 2 ล้านบาท เบื้องต้น ธปท. ประเมินว่ามีลูกหนี้ที่เข้าข่ายจะร่วมโครงการได้ประมาณ 1 แสนราย คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม “นิยต มาศะวิสุทธิ์” รองกรรมการผู้จัดการ ในฐานะรักษาการกรรมการผู้จัดการ SAM ระบุว่า แม้จะมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก แต่จำนวนผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเข้าร่วมโครงการได้อาจจะไม่มากขนาดนั้น เบื้องต้นประเมินว่าในปีนี้ ภายใน 6-7 เดือนที่เหลือ จะมีผู้เข้ามาติดต่อขอเข้าร่วมโครงการประมาณ 1 หมื่นราย และในจำนวนนั้น อาจจะมีผู้ที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการได้ประมาณ 10-20% ของจำนวนผู้มาติดต่อ หรือมีจำนวนหลักพันคนเท่านั้น

“ตั้งแต่มีการแถลงข่าวโครงการคลินิกแก้หนี้ไป แม้จะยังไม่ได้เปิดโครงการ แต่ก็มีประชาชนติดต่อสอบถามเข้ามายังบริษัทอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณวันละ 1 พันคน มีคนที่ผ่านคุณสมบัติประมาณร้อยคน ส่วนใหญ่ก็สอบถามว่าตัวเองจะเข้าโครงการได้หรือไม่ บางคนเป็นหนี้บัตรเครดิต ทุกวันนี้ผ่อนชำระขั้นต่ำ 10% อยู่ ก็อยากเข้าร่วมโครงการ เราก็ได้อธิบายไปว่าเข้าร่วมไม่ได้ นอกจากนี้โครงการนี้ผู้สมัครจะต้องสมัครใจที่จะไม่ก่อหนี้เพิ่มในช่วง 5 ปีด้วย ทำให้คนเข้าร่วมอาจจะต้องคิดหนักในเรื่องนี้ด้วย”

แนะตรวจสอบคุณสมบัติก่อน

ดังนั้น จึงอยากแนะนำผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ตรวจสอบคุณสมบัติด้วยตัวเองก่อน โดยคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการนั้น ประกอบด้วย 1.เป็นบุคคลธรรมดา มีเงินเดือนประจำ 2. มีอายุไม่เกิน 65 ปี 3. มีหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันค้างนานเกิน 3 เดือน หรือเป็นเอ็นพีแอลก่อนวันที่ 1 พ.ค. 2560 และเป็นหนี้กบธนาคารตั้งแต่ 2 ธนาคารขึ้นไป 4. ไม่ถูกฟ้องดำเนินคดี และ5. ยอดหนี้เงินต้นค้างชำระรวมไม่เกิน2ล้านบาท

“ถ้าลูกหนี้เข้ามาติดต่อเลย โดยไม่ตรวจสอบคุณสมบัติตัวเองก่อน เกรงว่าจะเป็นการเสียเวลา และอาจจะต้องรอคิวนาน เพราะก่อนจะเข้าร่วมโครงการได้ จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติ กรอกใบสมัคร และมีการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ซึ่งทางSAMก็ต้องตรวจสอบข้อมูลอีก ต้องใช้เวลา แต่หากตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วน แล้วกรอกใบสมัคร ทางเจ้าหน้าที่SAM ก็จะติดต่อไปภายใน 2 วัน แล้วจะดำเนินการตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ อนุมัติและทำสัญญากันได้ภายใน 37 วัน”

อย่างไรก็ตามแม้ว่าลูกหนี้จะมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าร่วมโครงการได้ เพราะจะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ โดยจะนำรายได้ประจำที่ได้รับ มาหักค่าใช้จ่ายส่วนตัว บวกเผื่อฉุกเฉินอีก 10% แล้วหักภาระหนี้อื่นๆ เช่นผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ก่อน เหลือเท่าไหร่ก็จะนำมาคำนวณการใช้หนี้ หากสามารถใช้หนี้หมดภายใน 10 ปี และอายุไม่เกิน 65 ปี ก็เข้าร่วมโครงการได้ แต่หากคำนวณแล้ว ไม่สามารถคืนหนี้ได้หมดภายใน 10 ปี ก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้

พร้อมรับวันเปิดโครงการ1.มิ.ย.นี้

สำหรับการเตรียมความพร้อม นั้น SAM ได้เตรียมไว้นานแล้ว ทั้งสถานที่ กำลังคน และระบบงาน โดยได้มีการตั้งฝ่ายใหม่ขึ้นมารองรับโดยเฉพาะ เรียกสั้นๆ ว่าฝ่ายคลินิกแก้หนี้ มีเจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลาง และสาขา 4 แห่งในต่างจังหวัด คือ ขอนแก่น เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี และพิษณุโลก รวมกันกว่า 50 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่สำนักงานใหญ่มากกว่า เพราะลูกหนี้ที่เข้ามาติดต่อ ประเมินว่ากว่า 50% อยู่ในกรุงเทพและรอบนอก

นอกจากนี้ยังมีพนักงานในส่วนอื่นที่พร้อมเข้ามาช่วยเหลือในการพูดคุย ตอบคำถามให้กับลูกหนี้อีกกว่า 40-50 คน รวมแล้วมีพนักงานที่พร้อมทำงานในส่วนนี้ประมาณ 90-100 คน

“โครงการนี้ยังเป็นโครงการนำร่องอยู่ แม้ในช่วงแรกกระแสตอบรับจะดีเกินคาด มีคนเข้ามาติดต่อจำนวนมาก แต่เราก็ต้องดูผู้ที่ผ่านคุณสมบัติจริงๆ ซึ่งก็ต้องประเมินสถานการณ์ก่อน หากมีคนเข้าร่วมโครงการจำนวนมากจริงๆ เราก็มีแผนงานสเต็ปต่อไปที่จะรองรับ ทั้งการเพิ่มกำลังคน เพิ่มสาขา และวางระบบให้รองรับการบริการประชาชน รวมทั้งรอดูว่าหลังแก้กฎหมายของSAM ให้สามารถบริหารหนี้ของนอนแบงก์ได้ ก็คาดว่าจะมีลูกหนี้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งคาดว่ากว่ากฎหมายจะผ่านน่าจะปลายปีนี้ และกว่าจะเริ่มโครงการของนอนแบงก์ได้น่าจะเป็นปีหน้า”

ยืนยันลูกหนี้ได้ประโยชน์

เขากล่าวต่อว่า โครงการนี้เป็นประโยชน์กับทั้งลูกหนี้และธนาคารพาณิชย์ที่เป็นเจ้าหนี้ โดยในส่วนของลูกหนี้นั้น สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ของเจ้าหนี้หลายรายได้ในคราวเดียวกัน ซึ่งเมื่อก่อนลูกหนี้อาจจะไม่อยากติดต่อกับธนาคาร เพราะต้องไปติดต่อหลายที่ แต่ตอนนี้มี SAMเป็นตัวกลางให้ มาติดต่อที่นี่ที่เดียว แถมยังได้ลดดอกเบี้ยเหลือเพียง 7% ซึ่งหากปรับโครงสร้างหนี้ได้ตามระยะเวลา ก็ยังได้รับยกเว้นเบี้ยปรับด้วย

นอกจากนี้ยังไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่ม แม้แต่ค่าธรรมเนียมขอข้อมูลเครดิตบูโร ที่เครดิตบูโรเว้นค่าธรรมเนียมให้สำหรับผู้เข้าโครงการในช่วงแรกๆ นี้ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการชำระบิล ที่เปิดให้ชำระผ่าน ธนาคาร 4 แห่ง คือ กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมการจ่ายเงินตามอัตราปกติที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากบิลเพย์เมนท์ปกติ

สำหรับธนาคารพาณิชย์แม้ว่าดอกเบี้ยจะปรับลดลง และมีค่าใช้จ่ายในการจ้าง SAM บริหาร แต่ก็ได้รับประโยชน์มาก เพราะได้รับเงินต้นคืนเต็มๆ โครงการนี้ไม่มีปรับลดเงินต้นเลย นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ในการจัดชั้นหนี้ เพราะหากลูกหนี้คืนเงินมางวดแรก ก็สามารถจัดชั้นเป็นหนี้ปกติได้เลย