วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กสิกร’ ฟันธงบาทอ่อนไตรมาส2

กสิกรฟันธง "บาทอ่อน"ไตรมาส2 ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ย ลดขนาดงบดุล กดดันเงินไหลกลับสหรัฐ

“กสิกรไทย” มองเงินบาทช่วงไตรมาส 2 แนวโน้มอ่อนค่าแตะ 35.4 บาทต่อดอลลาร์ ผลจากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย พร้อมลดขนาดงบดุล ส่งผลเงินไหลกลับสหรัฐ ประเมิน กนง. คงดอกเบี้ยต่อในการประชุมสัปดาห์หน้า พร้อมส่งสัญญาณให้ตลาดรับทราบว่าเงินบาทแข็งค่ามากไป

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทช่วงไตรมาส 2 มีโอกาสที่จะอ่อนค่ามาอยู่ในระดับ 35.4 บาทต่อดอลลาร์ ตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นอีกรอบในเดือนมิ.ย.นี้

ประกอบกับมีการส่งสัญญาณปรับงบดุลของเฟดลดลง ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ จาก 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าเฟดน่าจะมีการประกาศแผนการลดสินทรัพย์ลงในปีนี้ เพื่อดูปฏิกิริยาของตลาดก่อนที่จะเริ่มกระบวนการจริงในปีนี้

จากนโยบายดังกล่าว ทำให้เม็ดเงินต่างประเทศค่อยๆ ไหลกลับไปสหรัฐ หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อีกทั้งในเดือนพ.ค.-มิ.ย.นี้บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) จะมีการจ่ายเงินปันผลประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ทำให้เงินออกไปบ้าง และจะช่วยหนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ มองว่าเป็นการแข็งค่าชั่วคราวตามฤดูกาล ซึ่งตามปกติค่าเงินบาทจะแข็งค่าที่สุดในช่วงไตรมาส 1 โดยเฉพาะในเดือนเม.ย.ที่เป็นช่วงเทศกาลท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ธนาคารกสิกรไทยยังคงเป้าหมายค่าเงินบาทสิ้นปีไว้ที่ 35.7 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสัปดาห์หน้าที่ประชุมจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม ไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยเหมือนกับที่ธนาคารพาณิชย์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เพราะกังวลว่า ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนการลงทุนโดยไม่คำนึงความเสี่ยง และเอาเงินไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในที่ประชุมจะใช้วาจาในการชี้นำว่ายังไม่พอใจสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งตีโจทย์ได้ว่าภาคเอกชนยังไม่มีการลงทุน การนำเข้าจึงไม่มี ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงเกินดุลในระดับสูง โดยเกินดุลอยู่ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ นายกอบสิทธิ์ เชื่อว่า ธปท.คงไม่ได้มีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน หลังจากได้ปรับลดวงเงินการออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระยะสั้นไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ต่างชาติได้ถือพันธบัตรระยะสั้นอายุไม่เกิน 6 เดือนของธปท.อยู่ประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท จากพันธบัตรธปท.ทั้งหมด 3.3 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตามแค่การส่งสัญญาณทางวาจาก็น่าจะมีผลในด้านจิตวิทยาต่อตลาด

“เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ต้องติดตามว่าการลงทุนเอกชนจะกลับมาเมื่อไหร่ ซึ่งการที่ธนาคารพาณิชย์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ก็เป็นการยืนยันว่าผู้ประกอบการรายย่อยยังเผชิญความท้าทายอยู่ โดยเฉพาะเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่ค้า คู่แข่ง ทำให้สภาพคล่องลดลง เพราะเมื่อขายสินค้าไปต่างประเทศ ได้เงินบาทน้อยลง”

ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในครั้งนี้ คงไม่ได้ช่วยกระตุ้นการขอสินเชื่อใหม่ แต่เป็นการลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องที่ลดลง จากเงินบาทแข็งค่า เพราะขายสินค้าแล้วได้เงินบาทลดลง ซึ่งหากธนาคารไม่ช่วยเหลือลูกค้า หากลูกค้ามีปัญหาธนาคารก็ต้องกันสำรองมากขึ้น การลดดอกเบี้ยจึงเป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างหนึ่งของธนาคาร