"บล.กสิกรไทย" เชื่อหุ้นไทยครึ่งปีหลังฟื้นตัว มองสิ้นปีแตะระดับ 1,570-1,600 จุด พร้อมคาดค่าเงินบาทสิ้นปีอ่อนค่าแตะระดับ 35.70 บาท/ดอลลาร์
นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนา "เกาะติดสถานการณ์ทิศทางค่าเงินและดอกเบี้ยในไตรมาส 2" ว่า หุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/60 จะอยู่ในช่วงซบเซา โดยสามารถปรับตัวลดลงได้ต่ำสุด อยู่ที่ 1,500 จุด จากผลประกอบการของหุ้นขนาดกลาง-เล็กในไตรมาส 1/60 ไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวังไว้ จึงทำให้เกิดแรงขายออกมา ในขณะที่หุ้นขนาดใหญ่แม้ค่อนข้างมีผลประกอบการดีแต่กลับมีแรงขายเก็งกำไรเข้ามา ประกอบกับในช่วงไตรมาส 2/60 เป็นช่วงที่ผลประกอบการในกลุ่มท่องเที่ยวและส่งออกอยู่ในช่วงต่ำสุดของปี
นอกจากนี้ ยังได้รับแรงกดดันจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ในช่วงสิ้นมิ.ย.นี้ รวมถึงความกังวลการปรับลดงบดุล (Balance Sheet) ที่มีมูลค่าเท่ากับกระแสเงินทุนจากนโยบาย QE ที่เคยเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ด้วย
อย่างไรก็ดี มองว่าตลาดหุ้นไทยจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะเข้ามากระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนมากขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อผลการดำเนินของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังให้กลับมาเติบโต ทั้งนี้คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,570 - 1,600 จุด
ด้านนายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK คาดการณ์ว่า ทิศทางค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 2/60 จะอยู่ที่ระดับ 35.40 บาทต่อดอลลาร์ จากนั้นช่วงที่เหลือของปี ค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปีนี้คาดว่าค่าเงินบาทอยู่ที่ 35.70 บาท/ดอลลาร์ จากที่คาดถึงการปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนมิ.ย.นี้ และภายในเดือนก.ย.นี้
"เชื่อว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในรอบถัดไป จะไม่ส่งสัญญาณให้ตลาดคาดหวังเหมือนในช่วงที่ผ่านมาที่นางเจเน็ต เยเลน ประธานเฟดออกมาส่งสัญญาณผ่านการกล่าวสุนทรพจน์"
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง. ) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งปีนี้ไว้ที่ 1.5% เนื่องจากไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และยังไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงเนื่องจากจะทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงมากขึ้น









