ครึ่งทางสัปดาห์หนังสือแห่งชาติฯ คนเข้าชมงานทะลักเกือบ “ล้านคน” หนังสือแนวไลท์โนเวล นวนิยายวัยรุ่น ความรู้เชิงประวัติศาสตร์ และโค้ชชิ่ง มาแรง
นายจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่าภาพรวมครึ่งทางของงาน “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 15” ซึ่งมีสำนักพิมพ์ไทยตอบเข้าร่วมงานกว่า 430 แห่ง รวมทั้งสิ้น 947 บูธ พื้นที่ 2.1 หมื่นตารางเมตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มี.ค.- 9 เม.ย.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
พบว่าครึ่งทางที่ผ่านมาตั้งแต่ มีผู้เข้าชมงานอยู่ที่ 9 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน รองลงมาคือวัยทำงาน และแนวหนังสือที่มาแรงในครั้งนี้ คือแนวไลท์โนเวล นวนิยาย ความรู้เชิงประวัติศาสตร์ และโค้ชชิ่ง
“ขณะนี้มีผู้เข้าชมงานราว 9 แสนคน คาดว่าโค้งสุดท้ายน่าจะถึง 1.7 ล้านคน ตามที่คาดหวังไว้ โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน”
“วัยรุ่น”ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในการเข้าชมงานสัปดาห์หนังสือฯ ให้ความสนใจไลท์โนเวล ซึ่งแปลมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นนิยายที่นำตัวละครและเนื้อเรื่อง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอะนิเมะหรือมังงะมาใช้เป็นภาพประกอบอย่างมาก
นอกจากนี้ความรู้แนวประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับประเทศจีน ก็ได้รับความสนใจจากนักอ่านผู้ใหญ่อย่างเห็นได้ชัด อาจเป็นเพราะคนอ่านหนังสือต้องการแสวงหาความรู้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากความบันเทิง โดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวกับประเทศอื่นๆ ในส่วนของความนิยมในหนังสือโค้ชชิ่งนั้น คาดว่าน่าจะเป็นผลต่อเนื่องจากความนิยมเรื่องของการโค้ชชิ่งเพื่อพัฒนาและค้นหาศักยภาพของชีวิต
นายจรัญ กล่าวอีกด้วยว่าในงานสัปดาห์หนังสือฯครั้งนี้ มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือการดีไซน์รูปเล่มของหนังสือที่สวยงามและดึงดูดสายตาของผู้อ่านได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหน้าปก แสดงให้เห็นว่าสำนักพิมพ์ต่างๆให้ความสำคัญกับเรื่องของการออกแบบไม่แพ้เนื้อหาที่มีคุณภาพ จึงทำให้หนังสือมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
“แม้ขณะนี้สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว แต่ก็มีหนังสือออกใหม่ในงานนี้กว่า 350 ปก เชื่อว่าในช่วงท้ายงานสัปดาห์หนังสือฯ ยอดซื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นรายได้ให้กับสำนักพิมพ์ต่างๆได้อีกด้วย โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนทำหนังสือด้วยใจรัก”
จากสภาวะปัจจุบันคาดว่าต่อไปการทำหนังสือจะเป็นธุรกิจที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยหนังสือที่เป็นกระดาษยังอยู่ได้โดยมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ปริมาณหนังสือลดลง และราคาไม่ได้เป็นปัจจัยตัดสินใจหลักในการตัดสินใจซื้ออีกต่อไป กลุ่มคนอ่านหนังสือถือว่าเป็นกลุ่มที่เหนียวแน่นและซื่อตรงต่อสินค้ามาก ซึ่งถือว่าเป็นผลดีสำหรับคนทำธุรกิจสำนักพิมพ์ เพียงแต่อาจจะซื้อน้อยลง เช่น เคยซื้อ 10 เล่มก็ลดเหลือ 5 เล่ม ซึ่งเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจ









