"วิกรม" ระบุ "อีอีซี" ประสบความสำเร็จหากทำได้จริงตามแผน เชื่อนักลงทุนกลับมามองไทยน่าสนใจ "คณิศ" เตรียมชงบอร์ดประกาศเพิ่มเขตส่งเสริมเพิ่ม 3 แห่ง
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบประกาศพื้นที่สนามบินอู่ตะเภา และพื้นที่โดยรอบประมาณ6,500ไร่ ให้เป็นเขตส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยใช้ชื่อว่า “เมืองการบินภาคตะวันออก” วงเงินลงทุนประมาณ 2 แสนล้านบาทใน5ปี ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการลงทุนภาครัฐ หลังจากก่อนหน้านั้นได้เร่งโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
แม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะให้คำมั่นกับนักลงทุนที่เข้าร่วมหารือด้วยว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการระยะยาวและมีกฎหมายขึ้นมารองรับ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) แต่นักลงทุนยังรอว่าโครงการขนาดใหญ่อย่างอีอีซีสามารถทำได้จริงหริอไม่ เนื่องจากในอดีตโครงการสำคัญมักล่าช้าหรือมีความไม่แน่นอนสูง
นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ซึ่งถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดของไทย และมีนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน ระบุว่าการประกาศนโยบายที่ชัดเจนรวมทั้งการให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนโครงการนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพราะทำให้นักลงทุนเห็นว่ารัฐบาลจะลงทุนในโครงการนี้แน่นอน
“ที่สำคัญการที่ท่านนายกฯประกาศและให้ความมั่นใจว่าอีอีซีจะมีกฎหมายรองรับเป็นกฎหมายที่แน่นอน และเป็นกฎหมายที่มีความยืนยาว ก็ทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น”
นายวิกรมเห็นว่าในระยะต่อไปสิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือทำให้โครงการลงทุนต่างๆสามารถเดินหน้าได้ตามแผน
“หากประกาศว่าจะเริ่มลงทุนในปีนี้ก็ต้องทำให้เห็นว่าทำได้จริง ก็จะยิ่งช่วยสร้างความมั่นใจมากขึ้น”
นายวิกรม กล่าวถึงการลงทุนในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาล 1.5 ล้านล้านบาทว่า ส่วนใหญ่ไปลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสนามบิน ท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง หรือแม้กระทั่งถนนต่างๆ โครงการรถไฟความเร็วสูงถือเป็นโครงการที่สำคัญมาก เพราะการเดินทางในประเทศไทยต้องยอมรับว่าควบคุมเวลาไม่ค่อยได้ ซึ่งการลงทุนในรถไฟความเร็วสูงจะเปลี่ยนแปลงภาพการเดินทางในประเทศไทย เพราะนักลงทุนในอีอีซีจะสามารถมั่นใจว่าเขาจะสามารถเดินทางได้ตรงตามเวลา เหมือนกับการเดินทางในญี่ปุ่นที่มีความตรงเวลาในระดับวินาที
สำหรับโครงการนี้เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศเพื่อนบ้านที่มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนเช่นดัน นายวิกรม มองว่าการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องของค่าแรงนั้นค่อนข้างยาก ยกตัวอย่างค่าจ้างแรงงานในเมียนมา ค่าแรงต่ำกว่าไทย3 เท่า ในเวียดนามค่าแรงต่ำกว่าไทย 2 เท่า
ปัจจุบันการลงทุนในเวียดนามยังอยู่ในระดับสูงอย่างในปีที่แล้วการลงทุนของเอกชนในเวียดนามสูงกว่าการลงทุนของเอกชนในไทยถึงสามเท่า ซึ่งการเลือกพื้นที่ลงทุนของนักลงทุนว่าจะไปลงในประเทศใด มีการพิจารณาปัจจัยหลายอย่าง เช่น เรื่องของตลาด สิทธิประโยชน์ และค่าจ้างแรงงาน
คาดนักลงทุนหันมามองไทย
นายวิกรม เห็นว่า การพิจารณาเงื่อนไขการลงทุนในอีอีซีจึงต้องเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องของสิทธิประโยชน์และความพร้อมของเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเมื่อดูความพร้อมของอีอีซีในขณะนี้คือมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจนด้วยวงเงินลงทุนถึง 1.5 ล้านล้านบาทใน 5 ปี
“ตรงนี้ผมเชื่อว่าทำให้นักลงทุนที่มีแผนที่จะลงทุนในอาเซียนต้องหันกลับมามองประเทศไทยว่ามีความสนใจน่าลงทุน”
หากสำเร็จจะเป็นตัวจักรสำคัญขับเคลื่อน
นายวิกรม กล่าวอีกว่า หากสามารถทำให้อีอีซีประสบความสำเร็จถือเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาคในอนาคต การลงทุนของบริษัทต่างๆซึ่งอยู่ในพื้นที่อีอีซีหรืออยู่นอกพื้นที่ก็ต้องวางแผนการลงทุนให้เชื่อมโยงกับนโยบายอีอีซีเพราะเป็นโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจด้วยเช่นกัน
“ภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศหากโครงการนี้สำเร็จ การลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของเราเปลี่ยนไปจากที่ขยายตัวได้ไม่มาก ก็จะขยายตัวได้มากขึ้น เพราะการลงทุนที่มากขึ้นจะช่วยให้การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วยในที่สุดจีดีพีของเราก็ต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”
ชงบอร์ดอีอีซีเพิ่ม3เขตส่งเสริม
ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการอีอีซี กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อน อีอีซี ว่า หลังจากที่คณะกรรมนโยบาย อีอีซี ได้เห็นชอบตั้งพื้นที่รอบสนามบินอู่ตะเภาเป็นเขตส่งเสริมระเบียงเศษภาคตะวันออกแล้ว ในการประชุมครั้งหน้าอาจจะพิจารณาเขตส่งเสริมเพิ่มอีก 3 พื้นที่ ได้แก่ เขตส่งเสริมฯธุรกิจท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ เขตส่งเสริมฯศูนย์การแพทย์เฉพาะด้าน และเขตส่งเสริมฯอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
ในเขตส่งเสริมฯธุรกิจท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ จะพิจารณาท่าเรือในอีอีซีทั้งหมดว่าจะมีพื้นที่ไหนเหมาะสมเป็นเขตส่งเสริมฯ ซึ่งในเบื้องต้นจะพัฒนาท่าเรือจุกเสม็ดเป็นท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยว ท่าเรือจอดเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงหัวหิน - ระยอง
นอกจากนี้ จะพิจารณาท่าเรืออื่นๆด้วย เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือสัตหีบ ซึ่งจะต้องลงไปดูในรายละเอียดว่าจะตั้งเขตส่งเสริมฯที่ท่าเรือใด
ชี้ท่าเรือมาบตาพุดเหมาะสม
นายคณิศ กล่าวอีกว่าท่าเรือมาบตาพุดมีความเหมาะสม และจะพิจารณาว่าควรจะยกโครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 ขึ้นเป็น อีอีซีฟาสต์แทรคพีพีพี เพื่อให้การดำเนินงานพีพีพี เสร็จภายใน 8-10 เดือน เพราะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของ อีอีซี ร่วมกับเอกชน ที่ต้องการให้เกิดการก่อสร้างที่รวดเร็ว
ส่วนศูนย์การแพทย์เฉพาะด้าน หรือเมดิคัลฮับ ขณะนี้มีภาคเอกชนหลายรายเสนอตัวจะเข้ามาลงทุน ซึ่งจะต้องรอดูความชัดเจนว่าจะลงทุนในพื้นที่ใด จากนั้นจึงจะพิจารณาขีดพื้นที่ชัดเจนได้ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มีแนวโน้มสูงที่จะพิจารณาเป็นเขตส่งเสริม เพราะไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ จึงควรจะมีเทคโนโลยีนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาพื้นที่ของกองทัพเรือ
“คณะกรรมการ อีอีซี จะลงไปสำรวจพื้นที่ๆให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจตั้งเป็นเขตส่งเสริมฯ ซึ่งควรจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการให้เสร็จก่อน และจะต้องมีนักลงทุนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนอย่างจริงจังอยู่พอสมควรจึงจะประกาศเป็นเขตส่งเสริมฯ เพื่อให้เมื่อประกาศแล้วสามารถดำเนินโครงการได้ทันทีและรวดเร็ว”
กนอ.ลงนามเอกชนพัฒนาคลัสเตอร์พลังงาน
ด้านนายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า วันที่ 11 เม.ย.นี้ กนอ.จะลงนามร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เพื่อศึกษาจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม New S-Curve และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มคลัสเตอร์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม รองรับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีพลังงานทดแทนอื่นๆในพื้นที่อีอีซี โดยคาดว่าจะมีพื้นที่ประมาณ 1-2 พันไร่
การศึกษาพื้นที่รองรับนิคมอุตสาหกรรม New S-Curve คาดว่าใช้เวลาไม่นานจะได้ข้อสรุปในเรื่องของความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าในการลงทุน และจะตอบสนองการลงทุนตามเป้าหมายในการเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
“แบตเตอรี่ที่เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า มีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วน 60-70% ของมูลค่ารถยนต์ไฟฟ้า คงจะต้องศึกษาร่วมกันก่อน”
สำหรับภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59-ก.พ.60)ล่าสุดมียอดขายพื้นที่แล้ว 1,476 ไร่คิดเป็น 49% ของเป้าหมายพื้นที่รวมที่กนอ.ตั้งเป้าไว้ทั้งปีงบประมาณที่ 3 พันไร่ โดยมั่นใจว่าทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
เผยยอดขายพื้นที่5เดือนแรกในอีอีซีพุ่ง
ยอดขายพื้นที่ใน 5 เดือนแรกของปีงบประมาณพบว่า 80-90% หรือราว 1,420 ไร่ของพื้นที่เป็นการลงทุนในพื้นที่อีอีซี และเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นส่วนใหญ่โดยอันดับแรกที่ลงทุนมากสุดคือโลจิสติกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น
นายวีรพงศ์ คาดว่าแนวโน้มการลงทุนครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้นและความเชื่อมั่นนักลงทุนดีขึ้นมาก หลังจากที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าอีอีซีอย่างเต็มที่ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุนเข้ามาหารือกับกนอ.มากขึ้นเพราะสนใจในพื้นที่นิคมฯโดยเฉพาะนักลงทุนที่อยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย









