นักวิชาการชี้ การบริหารการจัดการน้ำในไทยขาดสมดุล คาด 10-20 ปี เกิดสงครามแย่งชิงน้ำ แนะทุกภาคส่วนบูรณาการจัดการน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่
เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2560 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานเสวนา “การวางแผนด้านน้ำในบริบทการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการบูรณาการเชิงพื้นที่” ณ โรงแรมเอทัส ลุมพินี กรุงเทพฯ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และอาจารย์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมเพื่อสร้างเครือข่ายความรู้ในการจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน และยกระดับความสามารถในการวางแผนการจัดการน้ำ
นางสาวลดาวัลย์ คำภา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงปัญหาของการบริหารจัดการน้ำของไทย ระบุว่า ปัจจุบันมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรทั้งในประเทศและนอกประเทศที่พักอาศัยอยู่ในไทยรวมถึงนักท่องเที่ยว ทำให้มีความต้องการน้ำสูงขึ้น แต่กลับพบว่าปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากชุมชนเมืองมีการใช้น้ำที่ฟุ่มเฟือย คิดเป็น 6.7 เท่า/คน/วัน ของคนชนบท จำนวนของแหล่งน้ำมีน้อยและแหล่งเก็บกักน้ำในบางแห่งขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปริมาณกับความต้องการน้ำขาดความสมดุล
ทั้งนี้ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจึงเกิดการผกผันของปริมาณน้ำฝน ทำให้บางช่วงแล้งจัดและบางช่วงน้ำท่วมหนัก ขาดการกระจายของน้ำในแต่ละพื้นที่ ในด้านการจัดการน้ำพบว่าอปท. ส่วนใหญ่ขาดความพร้อมด้านบุคลากรและด้านเทคนิค ทำให้มาตรฐานของน้ำดื่มขาดประสิทธิภาพ อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดกฎหมายที่เป็นเอกภาพในการจัดการน้ำรวมกัน หากปัญหาเหล่านี้ไม่ถูกแก้ไขอย่างจริงจังคาดว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะสงครามชิงทรัพยากรน้ำเกิดขึ้น
ดร.ศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ น้ำ ที่ดิน และการจัดการสิ่งแวดล้อม สกว. กล่าวถึงแผนการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการว่า มุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำให้มีความสมดุลกับการบริโภค และมีเป้าหมายเพิ่มการบำบัดน้ำเสีย เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ด้านการเกษตรมีการมุ่งเน้นสนับสนุนการปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่ใช้น้ำน้อยและศึกษาวิจัยร่วมกับเกษตรให้มีการใช้น้ำระดับแปลงมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ Precision Agriculture รวมถึงสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ประชาชน และเอกชน ทั้งนี้ สัดส่วนงบประมาณบูรณาการ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2560 ใช้จำนวนเงินถึง 57,386 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 9%
นายภิรมย์ นิลทยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เผยแนวคิดการบูรณาการแผนน้ำระดับจังหวัด ระบุว่า หน่วยงานส่วนกลางมักใช้แผนการบริหารการจัดการน้ำในแต่ละจังหวัดเหมือนกันหมด แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศไม่เหมือนกัน ดังนั้นภาครัฐของแต่ละจังหวัดควรมีแผนการจัดการน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่ภายใต้กรอบความคิดของจังหวัด โดยเน้นการบูรณาการความรู้แต่ละหน่วยงานช่วยเหลือกันเพื่อให้แก้ไขเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
การบริหารจัดการน้ำควรบูรณาการให้เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำตามแผนการจัดการน้ำของจังหวัด ภาครัฐบางหน่วยงานขาดการประสานงานทำแยกส่วนไม่บูรณาการ ปัญหาน้ำของแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกันแต่จุดอ่อนของรัฐบาลคำสั่งรัฐบาลคือต้องทำเหมือนกันหมด








