วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

MINT - ซื้อ

กำไรไตรมาส4/59 ต่ำกว่าทุกคาดการณ์ แต่แนวโน้มฟื้นตัวแข็งแกร่งในไตรมาส1/60

ต่ำกว่าทุกคาดการณ์

MINT รายงานกำไรหลักอยู่ที่ 1.35 พันล้านบาทสำหรับไตรมาส4/59 ลดลง 25% YoY แต่เพิ่มขึ้น 36% QoQ ซึ่งผลประกอบการต่ำกว่าที่เราคาด 15% และต่ำกว่าที่ตลาดคาด 21% เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงกว่าคาด ทั้งนี้หากรวมรายการพิเศษ (ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 54 ล้านบาท) กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 1.29 พันล้านบาท ลดลง 62% YoY แต่
เพิ่มขึ้น 31% QoQ โดยรายการพิเศษมีทั้งหมด 4 รายการในไตรมาส 4/59 ได้แก่ กำไรพิเศษจากการต่อรองการซื้อกิจการโรงแรมในประเทศแซมเบีย และทิโวลี, การตั้งสำรอง 2 รายการสำหรับธุรกิจปันส่วนเวลาและธุรกิจโรงแรม Oaks ในประเทศออสเตรเลีย (ดูรูปประกอบที่ 1)

MINT ประกาศเงินปันผลต่อหุ้นที่ 0.35 บาท สำหรับการดำเนินงานในปี 2559 ประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 10 เม.ย. และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 เม.ย.


ประเด็นหลักผลประกอบการ

กำไรที่อ่อนตัว YoY มาจากรายได้ธุรกิจที่อยู่อาศัยซึ่งมีอัตรากำไรสูงนั้นหดตัว กอปรกับการลดลงของอัตรากำไรสำหรับทุกธุรกิจ โดยรายได้หลักรวมอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% YoY แต่อัตรากำไรหลักปรับตัวลดลงจาก 14.3% ในไตรมาส4/58 มาอยู่ที่ 9.6% ในไตรมาส4/59 โดยยอดขายอาหารต่อสาขาเดิมของธุรกิจอาหารปรับตัวลดลง 0.9% YoY
ในขณะที่ยอดขายอาหารรวมทุกสาขาปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.4% YoY รายได้ธุรกิจโรงแรมขยายตัว 19% YoY จากจำนวนห้องพักที่เพิ่มขึ้น รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยโดยรวมของทุกโรงแรมปรับตัวลดลง 11% YoY เนื่องจากอัตราการเข้าพักที่ลดลง YoY จาก 69% ในไตรมาส 4/58 มาอยู่ที่ 65% ในไตรมาส 4/59 และราคาห้องพักที่ปรับตัวลดลง 5% โดยยอดขายที่อยู่อาศัยปรับตัวลดลงถึง 41% YoY มาอยู่ที่ 806 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีการขายวิลลาที่ภูเก็ต (เปรียบเทียบกับ Anantara Layan ขายไป 3 หลังในไตรมาส 4/58) ทั้งนี้กำไรหลักไตรมาส 4/59 ปรับตัวสูงขึ้น QoQ จากรายได้ที่เติบโต 11% และอัตรากำ ไรหลักที่ขยายตัว 1.8% (ตามฤดูกาล) อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิปรับตัวดีขึ้นจาก 1.3 เท่า ณ ปลายเดือน ก.ย. มาอยู่ที่ 1.2 เท่า ณ สิ้นปี 2559

แนวโน้ม

เราคาดกำไรหลักรายไตรมาสของ MINT จะฟื้นตัวแรง YoY และ QoQ ในไตรมาส1/60 เราคาดว่าจะมีอุปสงค์กลับมาแข็งแกร่ง (pent-up demand) ในไตรมาส1/60 โดยเฉพาะจากการดำเนินงานในประเทศไทย โดยยอดขายอาหารต่อสาขาเดิมน่าจะกลับมาเติบโตเป็นบวก YoY ในเดือนม.ค.-มี.ค. 2560 รวมถึงรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยโดยรวมทุกโรงแรมกลับมา
เติบโต YoY สำหรับรายได้อสังหาฯ ซึ่งเป็นุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงน่าจะปรับตัวสูงขึ้น YoY และ QoQ ไดเในไตรมาส1/60 ซึ่งหนุนโดยการปรับตัวตัวที่ดีขึ้นของธุรกิจปันส่วนเวลาและยอดขายวิลล่าในภูเก็ต (ขายไปแล้ว 2 ยูนิตในเดือนม.ค.2560)

สิ่งที่เปลี่ยนแปลง

เรายังคาดกำไรหลักจะเติบโตดีในปี 2560 เนื่องจาก MINT จะได้รับผลประโยชน์จากการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ 2 แห่ง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ในปี 2557-2559 เนื่องจากโรงแรมที่ซื้อมาก่อนหน้านี้จะเริ่มให้ผลประโยขน์แก่บริษํทจากการปรับปรุงโรงแรมและเปลี่ยนแบรนด์โรงแรมหลายแห่งที่จะเสร็จในปีนี้ โดย MINT คาดรายได้เฉลี่ยต่อห้องสำหรับธุรกิจโรงแรมเติบโต 8-13% ในปี 2560 ขณะที่รายได้จากธุรกิจปันส่วนเวลาก็จะกลับมาเติบโตหลังจากมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายอย่างมีนัยสำคัญในปี 2559 เพื่อเพิ่มคุณภาพของลูกค้า โดยธุรกิจอาหารนั้นบริษัทคาดยอดขายสาขาเดิมปี 2560 เติบโต 2-3% และเติบจากการขยายสาขาอีก 8-10%

คำแนะนำ

เรามองว่าอุปสงค์คงค้าง (pent-up demand) จะหนุนผลประกอบการให้ฟื้นตัวแรงได้ในไตรมาส 1/60 รวมถึงจะมีการเติบโตทั้งตามปกติของธุรกิจและการเติบโตจากการซื้อกิจการก่อนหน้านี้ที่จะส่งผลกระทบด้านบวกในปี 2560 ขณะที่เรามองว่า MINT จะโดดเด่นกว่าผู้เล่นอื่นในกลุ่ม ในช่วงที่มิใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดีของธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองไทยในไตรมาส 2/60-3/60 เนื่องจาก MINT มีกลยุทธ์การกระจายรายได้ที่ดีมาก กอปรกับไตรมาส 3/60 เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวดีดีที่สุดของปีของโรงแรมในเครือ Tivoli ในโปรตุเกส โดยเรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยการราคาเป้าหมายปี 2559 ประเมินด้วยวิธีคิดลดเงินสด ที่ 42 บาท อ้างอิง 20% ส่วนลดจากมูบค่าเงินสด (DCF) ที่สมมติฐาน WACC เท่ากับ 8% และTerminal growth rate ที่ 2.0%