"กสทช." ชี้สัญญาณบวกทีวีดิจิทัลปี60 ผู้ชมแซงอนาล็อก เม็ดเงินโฆษณาโตต่อเนื่อง ชี้มาตรการขยายเวลาจ่ายไลเซ่นส์ ดันเงินหมุนเวียน 1.2 หมื่นลบ.
อุตสาหกรรมโทรทัศน์ ปี 2559 มีการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนผู้ชมทีวีชัดเจน โดยฟรีทีวีรายเดิม (ทีวีอนาล็อก) ลดลงตลอดปี จากเดิมเดือน ม.ค. มีสัดส่วน 61.1% ลดเหลือ 46.8% ในเดือน ธ.ค. สวนทางกับสัดส่วนผู้ชม “ทีวีดิจิทัล” ช่องใหม่ ที่มีผู้ชมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดือน ม.ค. อยู่ที่ 38.9% เพิ่มเป็น 53.2% ในเดือน ธ.ค.
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่าสิ้นปี 2559เป็นปีแรกที่ สัดส่วนผู้ชมทีวีดิจิทัล ช่องใหม่ ครองส่วนแบ่งผู้ชมสูงกว่าฟรีทีวีรายเดิม หลังจากเริ่มต้นออกอากาศในปี 2557
ปัจจุบันโครงข่ายส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (Mux) ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ 91.7% ภายในเดือน มิ.ย.นี้ จะครอบคลุมพื้นที่ 95% ตามแผน จากการสำรวจการรับชมทีวีของครัวเรือนไทย ใน 4 ภูมิภาค 40 จังหวัด 6,000 ตัวอย่าง ที่ดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2559 พบว่า คนไทยรับชมทีวีผ่านระบบดาวเทียมมากที่สุด สัดส่วน 55% รองลงเป็นทีวีดิจิทัล 30% ทีวีระบบอนาล็อก 9% และเคเบิลทีวี 6% คาดว่าปีนี้สัดส่วนการรับชมทีวีดิจิทัลจะเพิ่มเป็น 40%
ทิศทางการรับชมทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนการใช้งบโฆษณาผ่าน ทีวีดิจิทัล ช่องใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2558 อยู่ที่ 17% ของอุตสาหกรรมโฆษณา ปี 2559 อยู่ที่ 19% ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 40% สอดคล้องกับสัดส่วนผู้ชมที่ครองส่วนแบ่งตลาดที่กว่า 50% ในปี 2559
“ปกติสัดส่วนเม็ดเงินโฆษณาที่ใช้ผ่านสื่อทีวีดิจิทัล จะตามหลังจำนวนผู้ชมราว1ปี จากการตัดสินใจซื้อสื่อของเอเยนซี ที่ประเมินจากสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นก่อน การวางแผนในปีถัดไป”
สัญญาณบวกทีวีดิจิทัลปี60
พ.อ.นที กล่าวว่า จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงาน จีดีพี และค่าใช้จ่ายในการบริโภคของประชาชนเป็นบวกต่อเนื่องในช่วง2ปีที่ผ่านมา ขณะที่มูลค่าการโฆษณาของทีวีดิจิทัล จะมีสัดส่วนประมาณ1%ของค่าใช้จ่ายการบริโภคของประชาชนทั้งประเทศ
ดังนั้น แนวโน้มเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การใช้งบโฆษณาของสินค้าและบริการต่างๆ ผ่านสื่อทีวี ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วประเทศ หวังกระตุ้นการบริโภคของประชาชน มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย
ในปีที่ผ่านมา มีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มทุนใหญ่ ที่มีความแข็งแกร่ง เข้ามาซื้อหุ้น ทีวีดิจิทัล 2 ช่อง คือ อมรินทร์ทีวี และ ช่องวัน จะสนับสนุนให้ภาพรวมธุรกิจทีวีดิจิทัล โดยเฉพาะเม็ดเงินโฆษณาไปในทิศทางบวก จากการใช้งบประมาณของกลุ่มทุนใหญ่ ในช่องทีวีดิจิทัลที่เข้ามาซื้อหุ้น
นอกจากนี้ การออกมาตรการสำคัญต่างๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบกิจการทีวีดิจิทัล โดยเฉพาะ คำสั่ง คสช. มาตรา44 การขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาต และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามประกาศ Must Carry เป็นระยะเวลา 3 ปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการแต่ละรายมีค่าใช้จ่ายลดลงชัดเจนในปีนี้
หนุนทุนหมุนเวียน1.2หมื่นล้าน
พ.อ.นที กล่าวว่า มาตรการสนับสนุนทีวีดิจิทัล ตามมาตรา 44 ขยายการชำระค่าใบอนุญาต จากเดิมเหลืออีก 3 งวด (3 ปี) เป็น 6 งวด (6 ปี) หากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกรายใช้สิทธิขยายเวลาจ่ายค่าใบอนุญาต จะทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนในอุตสาหกรรมราว 12,615 ล้านบาท ทั้งการจ่ายค่าใบอนุญาต และการสนับสนุน ค่าส่งสัญญาณโครงข่ายดาวเทียม ปีละ 837 ล้านบาท เป็นเวลา3ปี มูลค่าราว 2,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ เฉพาะปี 2560 ผู้ประกอบการจะมีเงินลงทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 4,984 ล้านบาท ส่งผลให้แต่ละช่องสามารถนำเงินมาลงทุนพัฒนาช่องรายการ และลงทุนคอนเทนท์ได้มากขึ้น ทั้งการลงทุนผลิตรายการเอง การร่วมผลิตกับต่างประเทศ และการซื้อลิขสิทธิ์รายการ เช่น กีฬา
ปัจจุบันพบว่า ทีวีดิจิทัล ช่องใหม่ มีการพัฒนาคอนเทนท์ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันช่องฟรีทีวีรายเดิม ยังแข็งแกร่งในกลุ่มละคร แต่รายการประเภท วาไรตี้ เกมโชว์ ของทีวีดิจิทัล มีเรทติ้งผู้ชมสูงเช่นกัน นอกจากนี้หลายช่องมีการพัฒนารายการกีฬา ประเภท มวย ที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมเพิ่มขึ้น
“โอทีที-โฮมชอปปิง”เพิ่มรายได้
พ.อ.นที กล่าวอีกว่า ปีนี้จะเห็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอุตสาหกรรมทีวีเติบโตมากขึ้น ทั้งธุรกิจที่ใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อรับชมคอนเทนท์ทีวี หรือ OTT ทีวีโฮมชอปปิง และ Mobile DTV เนื่องจากปัจจุบันประชาชนมีช่องทางการรับชมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อรับชมคอนเทนท์ทีวี ส่งผลให้การให้บริการ OTT มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น และกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการนำเสนอคอนเทนท์ อีกทั้งสร้างความท้าทายให้แก่ กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล และผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ทั้งฟรีทีวี และเพย์ทีวี ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับตัว
ในกรณีของฟรีทีวี ขณะนี้ก็สามารถเชื่อมโยงคอนเทนท์ที่ออกอากาศทางทีวีกับแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต (Cross Platform) เพื่อสร้างความสะดวกในการรับชมให้แก่ประชาชน หากมองในมุมมองอาจเป็นอีกช่องทางในการหารายได้ เพราะปัจจบันรายได้จากผู้ให้บริการโอทีที มีมูลค่าราว 2,165 ล้านบาท โดยยูทูบ ครองส่วนแบ่งสูงสุด 77% มูลค่า 1,663 ล้านบาท ส่วนในกรณีของเพย์ทีวี ต้องปรับปรุงด้านคอนเทนท์ให้มีความน่าสนใจในราคาที่เหมาะสม
“การกำกับดูแลที่ยังมีความแตกต่างระหว่างฟรีทีวีและ OTT สะท้อนความจำเป็นในการสร้างโมเดลการอนุญาตที่มีความชัดเจนต่อการให้บริการประเภทดังกล่าวด้วย” พ.อ.นที กล่าว
ส่วน “โฮมชอปปิง” ถือเป็นอีกธุรกิจที่จะเห็นการเติบโตชัดในปีนี้ และยังมีโอกาสขยายตัวได้มาก ปัจจุบันมีมูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเห็นผู้เล่นรายใหม่สนใจเข้าสู่ตลาดนี้มากขึ้น ปัจจุบันผู้ประกอบการทีวีโฮมชอปปิงเลือกที่จะนำสินค้าและบริการมาโฆษณาผ่านทางฟรีทีวี และทีวีดิจิทัล ทำให้ผู้ประกอบการทีวี มีรายได้จากการเช่าเวลาออกอากาศเพื่อเสนอขายสินค้า แต่ในแง่กฎกติกาของหน่วยงานกำกับก็ต้องมีความชัดเจนตามไปด้วย เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังมีตลาด Mobile DTV ที่จะเห็นแนวโน้มการขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2556-2559 มีจำนวน Mobile DTV ที่ขายในท้องตลาดประมาณ 1.53 ล้านเครื่อง ซึ่งการเติบโตของตลาด Mobile DTV เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น และการขยายโครงข่ายและสัญญาณดิจิทัลทีวีที่ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่









