ทีเอ็มบี ลุ้นหนี้เสีย “เอสเอ็มอี” ชะลอตัว หลังตั้งทีมคุมคุณภาพหนี้ใกล้ชิด พร้อมประเมินภาพรวมปีนี้ดีขึ้นตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจ
นายไตรรงค์ บุตรากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลูกค้าเอสเอ็มอี ธนาคารทหารไทย หรือทีเอ็มบี กล่าวในงานสัมมนา คลินิกธุรกิจเอสเอ็มอีสู่ตลาดดิจิตอล ว่า ปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) ในปีนี้ มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อน เนื่องจากธนาคารมีการควบคุมคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น โดยได้ตั้งทีมงาน 90 คน ปรับรูปแบบการทำงานที่เข้มข้น โดยเข้าไปติดตามการแก้ไขปัญหาของลูกหนี้ และดูแลลูกค้าที่อาจมีปัญหาด้านสภาพคล่อง เพื่อเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
ส่วนทิศทางดอกเบี้ยนั้น เชื่อว่าจะไม่ปรับตัวขึ้นเร็ว จึงไม่น่ากระทบต่อต้นทุนของธุรกิจเอสเอ็มอีมากนัก
“กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่น่าห่าง คือ กลุ่มธุรกิจการเกษตร โดยเฉพาะยาง ที่ต้องจับตาดูว่าจะได้อานิสงส์ที่ดีขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นในตลาดหรือไม่ ปัจจุบันเอ็นพีแอลภาพรวมของธนาคารอยู่ที่ 2.5% ซึ่งของเอสเอ็มอีก็ยู่ระดับเดียวกันและยังต่ำว่าตลาด”
นอกจากนี้ภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีในปีนี้ ก็มีแนวโน้มดีขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะเศรษฐกิจภาพรวมยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ บวกกับยังมีความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกทำให้ตลาดการเงินยังผันผวนต่อเนื่อง
ดังนั้นในการดูแลธุรกิจเอสเอ็มอีหลังจากนี้ นอกจากจะสนับสนุนด้านสินเชื่อแล้ว มองว่า ภาครัฐน่าจะออกมาตรการต่างๆ มาช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอียังมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น การลดข้อจำกัดทางธุรกิจในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐได้สะดวกขึ้น และเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าไปร่วมไปประมูลงานลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ เช่น ควรกำหนดเลยว่ารายใหญ่ที่เข้าไปประมูลโครงการรัฐต้องมีการกระจายงานให้เอสเอ็มอีในสัดส่วนเท่าไร และยังคงให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ
ขณะที่ธนาคารยังเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกค้าในการดูแลความเสี่ยงด้วย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่ผันผวนตามตลาดการเงินโลก เช่น ให้มีการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และสนับสนุนโปรแกรมสินเชื่อเอสเอ็มอีภายใต้พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจที่ธนาคารดำเนินการในช่วงเดือน ส.ค.ปีที่ผ่านมา พบว่า มีลูกค้ามาขอสินเชื่อสูงถึง3,000 ล้านบาท แต่ได้ชะลอลงเมื่อปลายปีแล้ว จากสถานการณ์ภายในประเทศ และในปีนี้เชื่อว่าสินเชื่อดังกล่าวน่าจะเริ่มมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีขึ้น จากสถานการณ์ของธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงต้นปีมานี้ยังทรงตัว
อย่างไรก็ตามในปีนี้ ธนาคารยังเติบโตได้ใกล้เคียงปีก่อนที่ค่อนข้างทรงตัว โดยในปี2559 มียอดสินเชื่อเอสเอ็มอีคงค้างประมาณ 200,000ล้านบาท และยังคงตั้งเป้ารายได้กลุ่มนี้ เติบโต 10-15% ต่อเนื่อง จากบริการที่สนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมียอดธุรกรรมการค้าเพิ่มขึ้น มีเงินฝากเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและยอดสินเชื่อของธนาคารปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นายไตรรงค์ กล่าวด้วยว่า ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจดิจิตอลมีความสำคัญมากขึ้น จะมีผลต่อธุรกิจเอสเอ็มอี จึงอยากให้ธุรกิจเอสเอ็มอี พิจารณานำเทคโนโลยีดิจิตอล ทั้งออนไลน์ และ ออฟไลน์ รวมถึง โซเชียลมีเดียมาใช้ส่งเสริมธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจปรับตัวในทางที่ดีขึ้นมียอดขายดีขึ้นและต้นทุนลดลง เพราะหากนำดิจิตอลมาใช้และประสบความสำเร็จ ก็จะช่วยลดปัญหาหนี้เสียได้ และเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น









