วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนะสร้างนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าสินค้ารับมือสงคราม 4 ด้าน

สงครามเศรษฐกิจที่ก่อตัว ทวีความรุนแรงและเตรียมปะทุขึ้นในปีนี้ ไทยควรติดตามใกล้ชิดเพื่อเตรียมตัวตั้งรับให้ดี

ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังเข้าสู่ยุคสงคราม เป็นสงครามเศรษฐกิจที่ก่อตัว ทวีความรุนแรงและเตรียมปะทุขึ้นในปีนี้ ไทยควรติดตามใกล้ชิดเพื่อเตรียมตัวตั้งรับให้ดี เพราะสงครามรอบนี้ ประเทศมหาอำนาจ มีกลไกหลายรูปแบบในการชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง มีความเสี่ยงที่ไทย รวมถึงประเทศเกิดใหม่ทั้งหลาย จะตกเป็นเหยื่อ หรือหากเคราะห์ร้ายอาจถึงขั้นตกเป็นเชลยของสงครามในช่วงที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐ และจีนรบพุ่งกัน สงครามสี่ทัพ ประกอบด้วย

ทัพที่ 1-สงครามการค้า (Trade War)

ทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่สหรัฐจะนำเข้าน้อยลง ส่งผลให้จีนส่งออกไปสหรัฐยากขึ้น ทำให้ไทยและอาเซียนส่งออกไปจีนส่งออกได้ลดลง ชนวนเหตุของการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ หรือสหรัฐถูกบีบให้เล่นเกม ‘สงครามการค้า’ เพราะสหรัฐขาดดุลการค้าอย่างมโหฬารกับประเทศอื่นทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสหรัฐเองไม่สามารถแข่งขันได้ในสถานการณ์ปกติ หรือในโลกเสรี ดังนั้น ทรัมป์ จึงต้องหันมาบีบบริษัทสหรัฐให้ย้ายฐานการผลิตกลับมาในประเทศ เพื่อลดการนำเข้า ไม่เช่นนั้นแล้วจะคิดภาษีบริษัทที่ใช้สินค้าจากต่างประเทศในกระบวนการผลิต (Border Adjustment Tax) 

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ ก็มีแรงจูงใจด้วยการเตรียมลดภาษีนิติบุคคลลงจาก 35% เหลือ 15% เพื่อให้บริษัทสหรัฐย้ายกลับมาประเทศ ในช่วงนี้ ทรัมป์ น่าจะเจรจากับประเทศคู่ค้าให้สหรัฐแข่งขันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าให้สหรัฐนำเข้าลดลง และหันมาใช้ของที่ผลิตในประเทศ หรือบีบให้ประเทศเหล่านั้น นำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น จีนซึ่งเป็นประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้ามากที่สุดคงหนีไม่พ้นที่ทรัมป์จะใช้มาตรการสงครามการค้าด้วย ซึ่งจะทำให้จีนส่งออกไปสหรัฐลำบากมากขึ้น จีนจะนำเข้าลดลง และนั่นก็ทำให้ไทยและอาเซียนส่งออกไปจีนน้อยลงเช่นกัน

ทัพที่ 2-สงครามค่าเงิน (Currency War)

ทรัมป์มองว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าจนเกินไป ทำให้บริษัทสหรัฐแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ ขณะเดียวกัน หลายๆ ประเทศ เช่น เยอรมนีและญี่ปุ่น ก็ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อให้ค่าเงินยูโรและเงินเยนอ่อนค่า เพื่อหวังกระตุ้นภาคการผลิตและจะได้ส่งออกได้มากขึ้น จีนเคยปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่า เพื่อประคองการชะลอตัวของภาคการบริโภคและการลงทุน ซึ่งสุดท้ายกระทบค่าเงินในภูมิภาคอาเซียนให้อ่อนค่าตาม ในที่สุด ‘สงครามค่าเงิน’ ที่ทรัมป์กำลังพยายามให้ดอลลาร์อ่อนค่า จะทำให้ค่าเงินในภูมิภาคอาเซียนรวมทั้งเงินบาทที่เคยมีแนวโน้มอ่อนค่าเทียบดอลลาร์ช่วงปลายปีก่อนก็พลิกกลับมาแข็งค่า ซึ่งจะกระทบความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง 

โดยเฉพาะช่วงที่สงครามการค้ากำลังปะทุ เมื่อค่าเงินแข็งค่า โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐคงไม่เกิด ธนาคารกลางในภูมิภาคน่าจะปล่อยให้เงินไหลออก ปล่อยให้เงินอ่อนค่าภายหลังแล้วใช้ดอกเบี้ยต่ำมาพยุงเศรษฐกิจดีกว่า

ทั้งนี้ ยังเชื่อว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้ในเดือนมิ.ย.หลังตัวเลขการจ้างงาน เงินเฟ้อ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช่วงไตรมาสหนึ่งออกมาดี ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้อีกรอบ

ทัพที่3-สงครามราคา (Price War)

ดังนั้นในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งขึ้น ตามราคาน้ำมัน และต้นทุนต่างๆ แต่บริษัทกลับยังลังเลที่จะผลักภาระต้นทุนให้ผู้บริโภค และกลับมาแบกรับภาระนี้ไว้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเรากำลังเข้าสู่ ‘สงครามราคา’ ที่ผู้ผลิตกำลังเล่นเกมนี้อยู่ ผลร้าย คือ หากไม่สามารถขึ้นราคาได้ หรือซ้ำร้ายต้องลดราคาลง เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งแล้ว กำไรก็จะลดลง การลงทุนใหม่ๆ ก็จะไม่เกิดเพราะผู้ผลิตจะคอยห่วงด้านต้นทุนจนไม่เห็นคุณค่าของการสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่จริงๆ แล้วกลับจะมีมูลค่าสูงขึ้นและแข่งขันได้ดีขึ้น ในช่วงครึ่งแรกปีนี้เราอาจเห็นสงครามราคาที่ทำให้กำไรหด หนี้เสียยังเพิ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี ที่สายป่านสั้นกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ จึงมีผลกระทบแรงกว่า

ทัพที่ 4-สงครามจิตวิทยา (Psychological War)

ตำราพิชัยสงครามซุนวู กล่าวว่า “การทำศึกสงครามที่ดีที่สุด คือ การเอาชนะข้าศึกศัตรูโดยไม่ต้องสู้รบ” ลองดูว่าอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดของทรัมป์คืออะไร ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ ไม่ใช่ขีปนาวุธ ไม่ใช่เครื่องมือทางการเงิน ลดดอกเบี้ย อัดฉีดคิวอี หรือลดภาษี แต่อาวุธที่ทำให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง และมีแต้มต่อประเทศคู่แข่งได้ คือ ทวิตเตอร์ หรือ การสื่อสารที่ทำให้คู่แข่งไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร จะทำอะไร ปีนี้คงจะเห็น ทรัมป์ ขู่หรือออกมาตรการที่ดูแปลกๆ แหวกแนว แต่แท้จริงคือ ‘สงครามจิตวิทยา’ ที่ทำให้คู่แข่งคาดเดาทรัมป์ไม่ได้ และจะทำให้ทรัมป์มีไพ่เหนือกว่า ดำเนินกลยุทธ์ได้เฉียบคมกว่า ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าโดยไม่ต้องลงแรงหรือเสียไพร่พลใดๆ

ไทยจะรอดพ้นจาก ‘สงครามสี่ทัพ’ ได้หรือไม่ 

ถ้าไทยหลงทาง มุ่งแต่ขายของถูก หวังกดราคาสินค้า ใช้ค่าเงินอ่อน ไม่ลงทุนหาอะไรใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่ม หรือมีนวัตกรรมมาผลิต น่าเป็นห่วงว่าไทยจะถูกดูดเข้าไปเป็นเหยื่อของสงครามรอบนี้ ดังนั้น ไทยต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า สร้างนวัตกรรมการผลิต ซึ่งจะมาพร้อมกับการลงทุน และปัญหาสำคัญที่เน้นย้ำมาตลอด คือ ไทยติดกับดักการลงทุน ภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้ในปีนี้ หากเอกชนเชื่อมั่น ตัดสินใจลงทุน สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ไทยจะสู้กับสงครามสี่ทัพนี้ได้ หากทำไม่ได้แล้ว ไทยน่าเป็นห่วงที่อาจตกเป็นเหยื่อของสงครามสี่ทัพนี้ อันมีผลให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวต่ำกว่า 3% ได้