คลังเล็งกำหนดผลตอบแทนผู้ลงทุนกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ 7-8% เปิดโอกาสรายย่อยก่อน เพื่อเป็นทางเลือกในภาวะดอกเบี้ยต่ำ เปิดขายพ.ค.-มิ.ย.นี้
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังร่วมสัมมนาผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจวันนี้ (8ก.พ.) ว่า กระทรวงการคลังเตรียมกำหนดอัตราผลตอบแทนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ : TFF) 7-8% โดยมีกำหนดเสนอขายหน่วยลงทุนให้แก่ผู้สนใจราวเดือนพ.ค.-มิ.ย.นี้
กองทุนดังกล่าวจะเสนอขายครั้งแรกในวงเงิน 4-5 หมื่นล้านบาท จากขนาดกองทุน 1 แสนล้านบาท โดยตั้งเป้าเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นลำดับแรก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนผู้ฝากเงินในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ เชื่อว่า จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน
ทั้งนี้ หน่วยลงทุนดังกล่าวจะมีโครงการลงทุนของการพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มาเป็นหลักทรัพย์ โดยเลือก 2 โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จมาเป็นโครงการที่จะเปิดขายให้นักลงทุน
โครงการไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เป็นแหล่งเงินสำหรับรัฐวิสาหกิจในการลงทุน โดยใช้เงินจากภาครัฐ ซึ่งหลังจากนำโครงกานของกทพ.มาเสนอขายแล้ว มองว่า จะมีโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ(กฟผ.) และการประปาส่วนภูมิภาค เข้ามาขายในหน่วยลงทุนในระยะต่อไปด้วย
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า คณะกรรมการกทพ. จะประชุมเพื่อคัดเลือก 2 ใน 3 โครงการ ที่จะเข้ามาขายในกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟัน ประกอบด้วย 1.ทางพิเศษเส้นเอกมัย-รามอินทรา-อาจณรงค์ 2.เส้นบูรพาวิถีมุ่งหน้าพัทยา 3. ทางพิเศษดาวคะนอง มุ่งไปภาคใต้ โดยเงินจากากรขายหน่วยงานลงทุนจะนำไปสร้างเส้นทางใหม่คือพระราม 3 ดาวคะนองวงแหวนรอบนอก และสคร.อยากให้มีการก่อสร้างในเส้นทาง N 2 (เกษตรนวมินทร์) ด้วย
กองทุนนี้จะแบ่งรายได้ของ 2 โครงการ 40-60% มาขายให้กับนักลงทุน ยกตัวอย่างโครงการมีรายได้ 100 ล้านบาท นำมาเพียง 40 ล้านบาท มาขายต่อนักลงทุน เมื่อขายได้ ก็ส่งให้กทพ.นำเงินไปลงทุนโครงการใหม่ เท่าที่สคร.และที่ปรึกษาทางการเงินดูเรื่องผลตอบแทน พบว่าการดำเนินโครงการให้ผลตอบแทนที่ดีมาก ดูจากการจราจรในเส้นทางดังกล่าวมีรถมาใช้บริการคับคั่ง เมื่อมาเทียบกับรถไฟฟ้าบีทีเอส พบว่าให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันมาก บีทีเอส ให้ผลตอบแทน 6-8%
ทั้งนี้ ที่ปรึกษาทางการเงินกำลังพิจารณาในเรื่องรายละเอียดในการเสนอขายหน่วยลงทุน เรื่องการกำหนดผลตอบแทนที่ชัดเจน และเรื่องระยะเวลาของกองทุนกำหนดเบื้อนต้น 20-30 ปี รวมถึง สัดส่วนในการเสนอขายว่าจะกำหนดระหว่างรายย่อย สถาบันว่าจะมีสัดส่วนเท่าใด คาดสามารถยื่นไฟลิ่งต่อสำนังกานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในช่วงเดือนมี.ค.นี้









