"บี.กริม เพาเวอร์" เดินหน้าขยายการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ หวังสร้างการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ปีนี้
บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตไฟฟ้าภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายเล็ก(เอสพีพี) รายใหญ่ของไทย เดินหน้าขยายการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยหวังสร้างการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ในขณะที่บริษัทฯเตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ปีนี้
ปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าบริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน) ระบุว่าขณะนี้บริษัทฯยังรอการอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) หลังจากยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2559เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ราว 30% ของทุนจดทะเบียน คาดว่าหากก.ล.ต.อนุมติจะเริ่มทำการซื้อขายได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้
“บริษัทได้เตรียมแผนเดินทางไปชี้แจงข้อมูล(โรดโชว์) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน”
ทั้งนี้ เงินจากการระดมทุน จะใช้คืนหนี้และก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตในมือ หรือ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(พีพีเอ)แล้ว 43โรง กำลังการผลิตรวม 2,383 เมกะวัตต์ และมีกำลังผลิตไอน้ำเป็น500ตันต่อชั่วโมง ภายในสิ้นปี2564ที่คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 5.9 หมื่นล้านบาท
“บริษัทมั่นใจว่า หลังเข้าระดมทุนแล้วจะรักษาการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ จากช่วง3ปีที่ผ่านมา เติบโตเฉลี่ย20%สร้างรายได้กว่า2หมื่นล้านบาท โดยตามแผนการลงทุนช่วง5ปี (ปี2560-2564) คาดว่ารายได้และกำไรสุทธิจะเติบโตตามกำลังการผลิตที่(ซีโอดี) เพิ่มขึ้น 46.5% มาอยู่ที่ 2,383 เมกะวัตต์ รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศและทั่วภูมิภาคอาเซียนให้ได้ตามเป้าหมายเป็น 5,000 เมกะวัตต์ ในปี2564”
ปัจจุบัน กลุ่มบี.กริม มีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว 28 โรง ทั้งในและต่างประเทศ มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 1,625 เมกะวัตต์ และมีกำลังผลิตไอน้ำรวม 350 ตันต่อชั่วโมง แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 15 โรง โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 12 โรง และโรงไฟฟ้าพลังงานดีเซล 1 โรง โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 1,627 เมกะวัตต์ และมีกำลังผลิตไอน้ำรวม 350 ตันต่อชั่วโมง ส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี อมตะซิตี้ จ.ระยอง เป็นต้น ซึ่งมีลูกค้ากว่า300ราย
ขณะโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 5 โครงการ รวม419.1เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก10โครงการ รวม338.5เมกะวัตต์ทั้งจากโครงการทั้งในประเทศ และโครงการพลังน้ำในลาว ซึ่งหากแล้วเสร็จตามแผนจะทำให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 20% จาก 1% ในปีที่ผ่านมา
พร้อมร่วมประมูลโรงไฟฟ้าไฮบริด
ปรียนาถ กล่าวอีกว่าบริษัทฯพร้อมลงทุนเพื่อรักษาการเติบโต โดยแผนการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนในปี2560 ได้ศึกษารูปแบบการลงทุนโรงไฟฟ้า “ไฮบริด” พร้อมมองหาพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโครงการในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
“หากภาครัฐประกาศเงื่อนไขการลงทุนชัดเจน บริษัทจะนำมากำหนดแผนการลงทุนต่อไป เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลทันทีที่มีนโยบายเปิดรับซื้อไฟฟ้า”
ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงาน ระบุว่าเตรียมเปิดประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนชนิดผสมผสานเชื้อเพลิง(อาร์อี ไฮบริด)ในรูปแบบสัญญาผลิตไฟฟ้าแบบเสถียร(เฟิร์ม)เป็นครั้งแรกของประเทศประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ โดยจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)วันที่17ก.พ. นี้
ปรียนาถ ระบุว่าในเบื้องต้น รูปแบบโรงไฟฟ้า “ไฮบริด” บริษัทยังมุ่งไปที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์ฯ)เป็นหลัก เพราะเป็นเชื้อเพลิงสะอาด สามารถก่อสร้างได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ โดยคาดว่า โรงไฟฟ้า “ไฮบริด” จะต้องเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือ มีขนาดไม่ต่ำกว่า50เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ในจุดคุ้มค่าต่อการลงทุน
“บริษัท เชื่อว่าผู้ผลิตไฟฟ้า(SPP)จะได้รับการส่งเสริมในอนาคต และโมเดลธุรกิจ(SPP) ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสายส่งไฟฟ้าของประเทศ ส่วนใหญ่ผลิตไฟฟ้าป้อนใช้ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีความจำเป็น รัฐจึงอนุมัตินโยบายการรับซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ทดแทนสัญญาชุดเดิมที่จะหมดอายุลง(SPP Replacement) โดยบริษัทได้รับอนุมัติให้สร้างโรงไฟฟ้า(SPP)ทดแทน 3 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 1 โรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 2 และโรงไฟฟ้าบี.กริม เพาเวอร์ (แหลมฉบัง) 1 ที่จะหมดอายุใน3-5ปี รวมถึงรัฐยังส่งสัญญาณเตรียมช่วยเหลือ(SPP)บางรายที่มีลูกค้าน้อย โดยอาจเปิดให้ขายไฟฟ้าบางส่วนให้กับการไฟฟ้าได้นั้น แสดงว่า รัฐเห็นความสำคัญของโมเดลธุรกิจนี้ การลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศจึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการตัวจริง และทำได้ตามเงื่อนไขของรัฐ แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรงขึ้น”
ชี้พลังงานทดแทนในประเทศยังเติบโต
ปรียนาถ มองว่าธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศยังมีโอกาสเติบโต แม้ว่าจะมีข้อจำกัดสายส่งที่จะมารองรับ และปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศที่อยู่ในระดับสูง แต่ความเสี่ยงจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เช่น เชื้อเพลิงถ่านหิน ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นได้ตามแผนหรือไม่ และการพัฒนาของยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงหากเศรษฐกิจพลิกกลับมาฟื้นตัว จะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นได้ จึงต้องเตรียมพร้อมการผลิตไฟฟ้ารองรับในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดการลงทุนพลังงานทดแทนในประเทศ บริษัทฯจึงมีแผนขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนจากปัจจุบัน 10% เป็น 25-30% ภายใน 5 ปี ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม โซลาร์รูฟ พลังงานน้ำ และชีวมวล ซึ่งอาจเป็นรูปแบบของลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)การเข้าซื้อกิจการ(M&A)ที่มีอยู่แล้ว หรือ การเข้าประมูลโครงการใหม่ โดยอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสการลงทุนและผลตอบแทนที่เหมาะสม
ขณะนี้ มีผู้สนใจเจรจาขอเป็นพันธมิตรร่วมทุน เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว เมียนมา อินโดนีเซีย และกัมพูชา คาดว่า ในปีนี้จะเห็นความชัดเจนเพิ่มเติมในหลายโครงการ
นอกเหนือจากที่ บริษัทฯเซ็นเอ็มโอยูกับChina Energy Engineering Corporation Limited(CEEC) ซึ่งเป็นบรรษัทรัฐวิสาหกิจของจีน เพื่อร่วมมือพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนในไทยและภูมิภาคอาเซียน และการลงทุนโรงไฟฟ้าในเวียดนาม คือ โรงไฟฟ้า อมตะ เพาเวอร์(เบียนหัว) ที่เริ่มดำเนินการไปแล้วในปี2542รวมถึง ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือพัฒนาโครงการในลาว อีก8โครงการ โดยโครงการแรก คือ โรงไฟฟ้าเซน้อย–เซกะตำ ขนาด20เมกะวัตต์ จะเริ่มดำเนินการ(ซีโอดี) ตามแผนในครึ่งแรกของปีนี้
ปรียนาถ ทิ้งท้ายว่ากลยุทธ์การแข่งขัน บริษัทฯมีความพร้อมทีมงานเป็นของตนเอง ไม่ใช้การจ้างงานหรือเอาท์ซอร์ซ โดยกำหนดเป้าหมายการเติบโตระยะยาวที่ชัดเจน และมีผลงานความสำเร็จจากโครงการที่ผ่านมาทำให้บริษัทเติบโตอย่างมีเสถีรยภาพ
“ถือเป็นจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างให้กับคู่แข่งได้”
ภาพจาก B.Grimm Power









