"บลจ.กสิกร"ปักธงเอยูเอ็มปีนี้โต 11% แตะ 1.37 ล้านล้าน คาดหุ้นไทยปีนี้สดใสดัชนีแตะ1,690จุด กลยุทธ์ลงทุนเน้นหุ้นเติบโตขนาด"กลาง-เล็ก"มาแรง
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ปีนี้เติบโต 11% หรือแตะที่ระดับ 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 1.24 ล้านล้านบาท สำหรับการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารดังกล่าว ยังคงเน้น3 กองทุนหลัก คือ กองทุนรวม (Mutual Fund) เติบโต 11% จากปัจจุบันมีมูลค่า 986,000 ล้านบาท , กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) เติบโต 10% จากปัจจุบ้นมีมูลค่า 90,000ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เติบโต 10% จากปัจจุบันมีมูลค่า 164,000 ล้านบาท
ปีนี้บริษัทยังเน้นจัดกลุ่มลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับนักลงทุน มีผลตอบแทนที่เติบโตต่อเนื่อง ตรงตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าด้วย ล่าสุดเปิดตัว Fund Navigator เต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยจัดกลุ่มกองทุนตามเป้าหมายการลงทุนของลูกค้า และมีแผนเปิดตัวแอพพลิเคลชั่นใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมผ่านสมาร์ทโฟนเช่น K-My PVD แอพพลิเคชั่น สำหรับลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนรวม
สำหรับ Fund Navigator ที่เป็นการจัดพอร์ตการลงทุนให้กับลูกค้าปีนี้ ประกอบด้วย Income ซึ่งคาดตราสารหนี้เอเชียให้ผลตอบแทนน่าสนใจกว่าภูมิภาคอื่น เพราะธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มเติม Growth จุดเด่น คือการคัดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นหัวใจของการลงทุนปีนี้ โดยเน้นประเทศที่พึ่งพิงการขยายตัวจากการบริโภคและการลงทุนภายใน และมีระดับราคาที่น่าสนใจกว่าเชิงเปรียบเทียบ และ Opportunity เป็นการกระจายการลงทุนแบบคำนึงถึงความเสี่ยง เพื่อผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ แม้ในยามที่ตลาดผันผวน
นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยมองว่าดัชนีมีโอกาสขยับขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,690 จุด และเชื่อว่าการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ 13% แบ่งออกเป็นผลตอบแทนจากตลาดหุ้น 10% ผลตอบแทนจากเงินปันผล 3%
ส่วนกลยุทธ์ลงทุนเน้นลงทุนเป็นรายตัว ที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง มีการสร้างผลตอบแทนดี ซึ่งหุ้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ในปีนี้ยังคงเป็นหุ้นกลุ่มขนาดกลางเล็ก แม้ราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าว จะมีราคาขยับขึ้นไปมากแล้วก็ตาม แต่หุ้นกลุ่มนี้ยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีกเช่นกัน
ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศ มองว่า ภูมิภาคที่น่าสนใจและเหมาะกับการลงทุน คือ จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ฝ่ายลงทุนยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในแถบเอเชียเป็นหลัก
นอกจากนี้สถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น คาดว่า เม็ดเงินลงทุนต่างชาติปีนี้ จะไหลกลับเข้ามาช่วงระยะสั้น ในตลาดเกิดใหม่ หากนโยบายทรัมป์ที่ออกมายังไม่สร้างความรุนแรงมากนัก ส่วนเม็ดเงินลงทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยนั้น เชื่อว่าไม่น่าจะมีแล้ว เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมาเม็ดเงินไหลออกไปมากถึง 400,000 ล้านบาท









