"เอ็กซิมแบงก์" ระบุปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุน 15% หวังการลงทุนในต่างประเทศเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ประกอบการไทย
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยว่า ปีนี้ตั้งเป้ายอดสินเชื่อเพื่อการลงทุนขยายตัว 15% จากวงเงินสินเชื่อเพื่อการลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา เหตุที่ตั้งเป้าสูงจากระยะที่ผ่านมา ที่ขยายตัวเพียง 4-5% ต่อปี เพราะคาดการลงทุนในต่างประเทศ เป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ เข้าถึงตลาดและก้าวข้ามมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีศุลกากร
“ด้วยโมเดลการค้าการลงทุนที่เปลี่ยนไป การส่งออกไม่ใช่ฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ดังนั้นปีนี้ เราจะเร่งส่งเสริมการลงทุนของไทยในต่างประเทศ”
ธนาคารจะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนข้อมูลในเชิงลึก และเงินทุนสำหรับโครงการลงทุนให้แก่นักลงทุนไทยที่พร้อม และมีศักยภาพขยายการลงทุนไปต่างประเทศ ทั้งการสร้างโรงงานผลิตและการประกอบกิจการการค้าในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะใน CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งธนาคารกำลังทยอยเข้าไปเปิดสำนักงานตัว แทน เพื่อทำงานร่วมกับไทยแลนด์ทีมสนับสนุนการขยายการค้าการลงทุนของไทยในตลาดดังกล่าว
อีกทั้งยังผลักดันให้เกิดโครงการต้นแบบการพัฒนารูปแบบ การให้บริการประกันการส่งออกผ่านช่องทางใหม่ อาทิ การให้บริการทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีเครื่องมือลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าส่งออก ที่มีสาเหตุจากความเสี่ยงทางการค้าและการเมืองควบคู่กับการส่งเสริมการค้า และการทำธุรกรรมออนไลน์ ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดค้าปลีกและค้าส่งทั่วโลก ปัจจุบันวงเงินกรมธรรม์คุ้มครองมีอยู่ 5.6 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าปีนี้เพิ่มเป็น 7 หมื่นล้านบาท
“การรับประกันการส่งออกและการลงทุนปี 2559 มีปริมาณธุรกิจส่งออกและลงทุนรวมด้านรับประกัน 56,486 ล้านบาท โดย 11,255 ล้านบาท เป็นธุรกิจส่งออกของเอสเอ็มอี 19.92% ของปริมาณธุรกิจสะสมรวม”
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2559 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1,304 ล้านบาท ช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีแข่งขันได้มากขึ้น ทั้งการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ สิ้นเดือนธ.ค.2559 มีเงินให้สินเชื่อคงค้าง 83,169 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2558 จำนวน 9,630 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13% โดยปีนี้ตั้งเป้าสินเชื่อคงค้างที่ 85,000 ล้านบาท
ทั้งนี้สินเชื่อคงค้างปี 2559 มีสินเชื่อใหม่ที่เบิกจ่ายเพิ่มขึ้นระหว่างปี 25,327 ล้านบาท และชำระคืนของสินเชื่อเดิมบางส่วน ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ 133,993 ล้านบาท โดยเป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี 86,497 ล้านบาท และมีเงินให้สินเชื่อคงค้างเอสเอ็มอี 35,031 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,848 ล้านบาท หรือ 20.04% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ(หนี้เสีย) สิ้นเดือนธ.ค.2559 อยู่ที่ 3.57% โดยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ 2,970 ล้านบาท ลดลง 1,023 ล้านบาทจากปีก่อน และมีเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 6,842 ล้านบาท เป็นสำรองหนี้พึงกันตามเกณฑ์ 2,675 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินสำรองที่กันไว้แล้วต่อสำรองพึงกัน 255.81% ทำให้ธนาคารคงดำรงฐานะการเงินที่มั่นคง ส่วนปีนี้ตั้งเป้าลดหนี้เสียให้อยู่ 3%
ขณะที่แผนแม่บท 10 ปีของธนาคาร จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว จากปัจจุบันมีส่วนสนับสนุนรายได้มวลรวมประชาชาติของไทย 1.0% จะเพิ่มขึ้น 1.5% ในอีก 10 ปีข้างหน้า เป็น 2.5%
นายพิศิษฐ์ กล่าวถึงการปล่อยสินเชื่อแก่ บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) ว่า ธนาคารได้วิเคราะห์ความเสี่ยงการปล่อยสินเชื่อบริษัทนี้เป็นอย่างดี ซึ่งขณะนี้การเบิกจ่ายสินเชื่อเป็นไปตามงวดงาน โดยบริษัทไม่ได้ผิดเงื่อนไขขอสินเชื่อ และไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ กรณีที่เกิดปัญหาขึ้นภายในบริษัท ธนาคารสอบถามไปแล้ว ซึ่งได้รับคำตอบว่า การดำเนินธุรกิจยังไปด้วยดี โดยธนาคารมั่นใจว่า บริษัทสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้ดี









