วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

BEAUTY - ถือ

จอดพักให้คลายร้อน

ประเด็นการลงทุน

ผลประกอบการไตรมาส 4/59 ที่กำลังจะประกาศในเดือนหน้าและแนวโน้มยอดขายที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 1/60 อาจสร้างความผิดหวังแก่ตลาดและก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อราคาหุ้นในระยะสั้น เพื่อสะท้อนแนวโน้มยอดขายที่อ่อนตัวกว่าที่เราคาดการณ์ เราจึงปรับลดคาดการณ์กำไรต่อหุ้นลง 6% ในปี 2559 และ 8% ในปี 2560 และปรับลดราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2560 จาก 13.2 เป็น 12 บาท ซึ่งการปรับลดประมาณการดังกล่าว ทำให้ PER และ PEG ปี 2560 ขยับขึ้นมาที่ 39 เท่าและ 1.25 เท่า ตามลำดับ ซึ่งเรามองว่า
ค่อนข้างเต็มมูลค่า เราจึงปรับลดคำแนะนำของเราจาก “ซื้อ” มาเป็น “ถือ”

คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 4/59 ทำให้ตลาดผิดหวัง

ผลกระทบจากช่วงการไว้อาลัยและปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับลดลง ส่งผลต่อยอดขายของ BEAUTY มากกว่าที่เราคาดการณ์ก่อนหน้านี้ แม้ว่าแคมเปญฉลองครบรอบ 10 ปีบิวตี้บุฟเฟ่ช่วยกระตุ้นยอดขายในเดือน ธ.ค. แต่ยอดขายไตรมาส 4/59 ก็น่าจะะต่ำกว่าที่เราคาดการณ์ไว้เดิม ดังนั้นเราจึงปรับลดการเติบโตของยอดขายในไตรมาส 4/59 จาก 43% YoY เป็น 27% YoY ในขณะที่ การเติบโตของยอดสาขาเดิมในไตรมาส 4/59 น่าจะอยู่เพียงประมาณ 8% ต่ำกว่าที่เราคาดการณ์ก่อนหน้านี้ไว้ค่อนข้างมากที่ 23% ทั้งนี้เราคาดว่าอัตรา
กำไรขั้นต้นจะลดลงเล็กน้อย QoQ จากโปรโมชั่นที่มากขึ้นในไตรมาส 4/59 ดังนั้นกำไรสำหรับช่วงโฮซีซั่นนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% YoY แต่ลดลง 12% QoQ และ 18% ต่ำกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เราจึงปรับลดกำไรปี 2559 ลง 6%

อาจยังไม่เห็นการฟื้นตัวจนถึงในไตรมาส 2/60

เราคาดว่ายอดขายภายในประเทศจะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติจนกระทั่งถึงไตรมาส 2/60 เนื่องจากการใช้จ่ายที่ยังคงชะลอตัวและความต้องการที่ค่อนข้างน้อย ในช่วงโลว์ซีซั่น แม้ว่ายอดขายในต่างประเทศจะเติบโตมาก แต่ก็คิดเป็นเพียง 8-10% ของยอดขายโดยรวมเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอในการหักล้างกับยอดขายภายในประเทศที่ชะลอตัวได้ ดังนั้นเราจึงปรับลดประมาณการยอดขาย และกำไรปี 2560 ลง 7% และ 8% ตามลำดับ

แนวโน้มระยะยาวยังคงสดใส

แนวโน้มระยะยาวของ BEAUTY ยังคงสวยงามตามชื่อของบริษัท โดยเราเชื่อว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางของประเทศไทยยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก เนื่องจากการใช้จ่ายของเครื่องสำอางในประเทศไทยเป็นเพียง 20 เหรียญสหรัฐต่อหัวต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศญี่ปุ่นซึ่งอยู่ที่ 180 เหรียญสหรัฐ และ ประเทศเกาหลีที่ 200 เหรียญสหรัฐอยู่มาก จากฐานที่ต่ำจึงเป็นโอกาสให้ตลาดเครื่องสำอางค์เติบโตได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็วกว่าค้าปลีกชนิดอื่น แม้ว่าจะเป็นปีที่ตลาดอยู่ในช่วงชะลอตัวเช่นปี 2552 และ 2556 แต่ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยยังคงเติบโต ได้ถึง 6.5% และ 7% ตามลำดับ

โอกาสที่บริษัทจะขยายตัวในตลาดต่างประเทศยิ่งดูมากกว่าในประเทศด้วยซ้ำ โดยเฉพาะที่ประเทศจีน ในปัจจุบันสินค้าของ BEAUTY ถูกจัดจำหน่ายโดย ผู้ค้าส่งชาวจีนประมาณ 300 ราย ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้มีการสนับสนุนและส่งเสริมการตลาด ดังนั้นหากบริษัทสามารถโปรโมทสินค้าผ่านทางการเขียนรีวิวโดยบล๊อกเกอร์ต่างๆและทางโซเชียลมีเดียเช่นเดียวกับที่ทำในประเทศไทย เราเชื่อว่ายอดขายในประเทศจีนจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไร ก็ตามสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นในระยะอันสั้น เนื่องจากบริษัทอาจจะต้องปรับโครงสร้างการกระจายสินค้าในประเทศจีนให้เป็นระบบก่อนที่จะเริ่มทำการส่งเสริมการตลาดเข้าไป