ปัจจุบันผู้บริโภคในกลุ่มสินค้าแบรนด์หรู มีความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“ผู้ประกอบการ”จึงต้องสำรวจแนวโน้มหรือทิศทางใหม่ๆของสินค้าแบรนด์หรู เพื่อวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาสินค้า ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์องค์ความรู้ด้านลักชัวรี่ (Luxellence Center) กล่าวว่าปัจจุบันกลยุทธ์การผสานความร่วมมือระหว่างแบรนด์ (Collaborations) ในกลุ่มสินค้าแบรนด์หรู เป็นสิ่งที่หลายแบรนด์ปรับตัวนำมาใช้ขับเคลื่อนแบรนด์หรู เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์แต่ละฝ่าย และตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค
การนำกลยุทธ์นี้มาใช้ จะช่วยดึงจุดแข็ง หรือความโดดเด่นของแต่ละแบรนด์มาต่อยอด เอื้อประโยชน์ให้แบรนด์ทำตลาดได้กว้างมากขึ้น ขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ ช่องทางจำหน่ายใหม่ หรือทำให้แบรนด์นั้นๆอยู่รอดในตลาดได้
ปัจจุบันมีสินค้าลักชัวรีชั้นนำหลายแบรนด์ในแต่ละประเทศทั่วโลก รวมมือผ่านกลยุทธ์ Collaboration เพื่อเพิ่มยอดขาย ขยายตลาด รวมทั้งพัฒนาดีไซน์สินค้าคอลเลคชั่นใหม่ เช่น การ Collaboration ระหว่างแบรนด์ Louis Vuitton และ Marc Jacobs หรือแบรนด์ Richemont ที่มีชื่อเสียงด้านนาฬิกาหรู ผนึกความร่วมมือกับ แบรนด์แฟชั่น Ralph Lauren ผุดโปรเจคผลิตนาฬิกา โดยใช้จุดเด่นและเอกลักษณ์ทั้ง 2 แบรนด์รวมเข้าด้วยกัน
ปัทมา จอมศิริวัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย บริษัท อิปซอสส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าได้ร่วมมือกับศูนย์องค์ความรู้ด้านลักชัวรี่ สำรวจอุตสาหกรรมแบรนด์หรูและพฤติกรรมผู้บริโภคในโครงการ The World Luxury Tracking 2016 เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นกับตลาดแบรนด์หรูในปีนี้ เพื่อโอกาสขยายตลาดของผู้ประกอบการ
จากการจัดเก็บข้อมูล 13 ประเทศทั่วโลก ทั้งตลาดใหญ่ที่นิยมและใช้สินค้าลักชัวรีมานาน เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี รวมถึงตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) เช่น ไทย จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย และบราซิล นำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละตลาด
โดยพบว่ามี 4 เทรนด์ สำคัญที่จะขับเคลื่อนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ประกอบด้วย เทรนด์ Uniqueness คือ ลูกค้าคาดหวังความพิเศษของแบรนด์สินค้านั้น โดยอาจเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เช่น การผลิตสินค้าคุณภาพสูง
ส่วนอีกเทรนด์สำคัญ Adventureness แบรนด์ควรมอบประสบการณ์ความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้ามองหา ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวสถานที่แปลกใหม่ หรือมีนักท่องเที่ยวไม่มาก เช่น การล่าแสงเหนือในยุโรป หรืออาจสร้างประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการบริการสุดพิเศษภายในร้านค้าลักชัวรี ผ่านดิสเพลย์ และกิมมิคต่างๆ มาสร้างความสนใจ
นอกจากนี้ ยังมีเทรนด์ Seamlessness ที่คนเริ่มต้องการเชื่อมต่อโลกออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การหารุ่น หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่แบรนด์สามารถนำไปพัฒนาระบบการเชื่อมต่อนี้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้ และเทรนด์ Thoughtfullness ที่ผู้บริโภคมองไปถึงตัวตน ภาพลักษณ์ของแบรนด์มากขึ้น เช่น การมองหาหรือให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม มีจริยธรรม ซึ่งก็ช่วยสร้างความประทับใจให้ผู้บริโภคได้มาก
สำหรับประเทศไทย สำรวจข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ใช้สินค้าแบรนด์หรู กว่า 800 ตัวอย่างจากกลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยใช้เกณฑ์วัดจากผู้ที่มีเงินเดือน 5 หมื่นบาทขึ้นไป รวมถึงกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้สูงติดอันดับท็อป 10 ของประเทศ ที่ซื้อและใช้สินค้าลักชัวรีในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
พบว่าพฤติกรรมคนไทยยังรักและชื่นชอบลักชัวรีแบรนด์ แต่มีต้องการซื้อ“ลดลง” เทียบกับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากคนไทยมีเกณฑ์ตัดสินใจซื้อสินค้ากลุ่มนี้เพราะความเป็นตัวเอง (Individual) ที่ต้องการได้มาครอบครองมากกว่าที่จะซื้อเพราะตามกระแส และส่วนใหญ่จะเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของพวกเขา
ขณะเดียวกันเมื่อพูดถึงความหรูคนไทยจะนึกถึงสินค้าลักชัวรี ประเภท“นาฬิกา”มากสุด รองลงมา คือ เสื้อผ้าแฟชั่น และกระเป๋าแบรนด์เนม ซึ่งแตกต่างกับพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เช่น จีน ฮ่องกง รัสเซีย ที่นึกถึงสินค้าลักชัวรี ประเภทจิวเวลรี่มากสุด รองลงมา คือ ยาพาหนะ เช่น เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว หรือลักชัวรี คาร์
นอกจากนี้พบว่าคนไทยกว่า 25% เริ่มมาซื้อสินค้าลักชัวรีผ่านช่องทาง“ออนไลน์” โดยส่วนใหญ่ยังมีมีพฤติกรรมชมสินค้าหรูผ่านแฟลกชิพสโตร์ เพราะต้องการเห็นสินค้าจริง และสัมผัสประสบการณ์ที่จะได้รับจากการบริการภายในร้านมากกว่า









