หุ้นโรงแรม "ซึม"สวนทางไฮซีซัน นักวิเคราะห์แนะลงทุน "ระยะยาว"
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ที่มีอิทธิพลกับประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มโรงแรมที่เติบโตอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวตามปกติของหุ้นในกลุ่มโรงแรมนั้น มักจะเติบโตโดดเด่นมากที่สุดในช่วงไตรมาสที่ 4 และไตรมาสที่ 1 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงไฮซีซัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีการเติบโตมากขึ้นทุกปี
อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง การที่ภาครัฐบาลเดินหน้าปราบทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจริงจัง เพราะมองว่าไม่ส่งผลดีกับการท่องเที่ยวกับเทศไทยในระยะยาว ได้ส่งผลกระทบกับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งไม่เว้นแม้แต่หุ้นในกลุ่มโรงแรมด้วย โดยนอกจากราคาหุ้นจะ “ไม่มาตามนัด” แล้ว ราคาหุ้นหลายบริษัทยังปรับตัวลดลงมากกว่าปกติอีกด้วย
จากการรายงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มโรงแรมตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 3 ปี 2559 จึงถึงวันที่ 26 ม.ค. 25560 หุ้นกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ให้ผลตอบแทนนักลงทุน
บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) CENTEL ปิดการซื้อขายที่ 39.75 บาทต่อหุ้น ปรับเพิ่มขึ้น 1.34 % บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ERW ปิดการซื้อขายที่ 4.52 บาทต่อหุ้น ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสที่ 3 และ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) MINT ปิดที่ 35.25 บาทต่อหุ้น ปรับตัวลดลง 12.42 % ซึ่งไม่เป็นไปตามวัฏจักรปกติของหุ้นในกลุ่มดังกล่าว
ในด้านของผลประกอบการของกลุ่มโรงแรมในช่วง 9 เดือนแรก ยังมีทิศทางที่ดี โดย บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิ 5,296.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,621.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46 % บริษัท ดิเอรามัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)มีกำไรสุทธิ 263.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 178 % บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) CENTEL มีกำไรสุทธิ 1,433.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4 %
สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์.บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามปกติแล้วความเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มโรงแรมนั้น จะเป็นไปตามฤดูกาลการท่องเที่ยว คือจะปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 3 ก่อนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งในปีนี้ หุ้นกลุ่มโรงแรมไม่เป็นไปตามวัฏจักรดังกล่าวเพราะมีหลายปัจจัยเข้ามามีผลกระทบ
“หุ้นกลุ่มโรงแรมในปีนี้มีผลกระทบในหลายด้าน ทั้งการที่รัฐบาลเร่งการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แน่นอน แต่ในระยะสั้น ก็ทำให้ฐานของลูกค้านั้นหายไปด้วย“
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของปัจจัยในประเทศที่ทำให้เกิดการชะลอการเข้ามาท่องเที่ยวในระยะสั้น ซึ่งผลต่างๆ เข้ามารวมกัน จึงทำให้ความเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว จึงไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนบางช่วงราคาหุ้นถูกเทขายอย่างหนักจนราคาปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 18 เดือน
อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางของกลุ่มโรงแรมนั้น เชื่อว่าในปีนี้จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น ในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน ซึ่งระหว่างนี้ยังสามารถเข้าสะสมหุ้นได้ หลายบริษัทในกลุ่มนี้มีความเข้มแข็งทั้งในด้านของการทำธุรกิจ และเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานแล้ว ราคาหุ้นในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่ถูกมากในรอบหลายปี แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือในช่วงปี 2561 จะมีจำนวนห้องพักที่ออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้อาจเกิดปัญหาจำนวนห้องพักที่อาจจะเกินความต้องการ ดังนั้นนักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวัง
กวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เปิดเผยว่า ทิศทางของกลุ่มโรงแรมนั้น ในปีนี้ถูกปัจจัยพิเศษเข้ากดดัน ทั้งการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งที่จริงแล้วแทบจะไม่กระทบกับหุ้นในกลุ่มโรงแรม จะกระทบกับกลุ่มโรงแรมขนาดเล็กมากกว่า ส่วนปัจจัยในประเทศอาจมีผลกระทบกับการท่องเที่ยวบ้าง เพราะการเดินทางต่างๆ ของนักท่องเที่ยวมักจะมีการวางแผนการท่องเที่ยวล่วงหน้า
ทั้งนี้ อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาพของกลุ่มโรงแรมในช่วงที่ผ่านมาดูไม่ดีนัก เพราะช่วงปี 2559 นั้นเป็นปีที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้มีฐานที่สูง เมื่อเกิดปัญหาในปีนี้ก็ทำให้ภาพอาจดูแย่กว่าความเป็นจริง ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอื่นๆ อย่างกลุ่มสายการบิน หรือสนามบินนั้น ส่วนตัวมองว่าโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดได้ผ่านไปแล้ว เพราะจะเริ่มเจอกับราคาน้ำมันที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ในทิศทางของกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมในปีนี้จะเริ่มฟื้นตัวได้อีกครั้ง ซึ่งต้องรอในช่วงครึ่งปีหลังเป็นหลัก โดยในระหว่างนี้ถือว่าเป็นจังหวะสำคัญที่นักลงทุนจะเข้าสะสมหุ้นได้ เพราะระดับราคาหุ้นถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูกในรอบหลายปี ส่วนปัญหาห้องที่อาจจะเกินความต้องการนั้น เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวไม่น่ากังวล เพราะในกลุ่มโรงแรมระดับบน ยังคงสามารถเติบโตได้
ด้านบล.กรุงศรี ระบุว่า ซึ่งจากการเข้าพบผู้บริหารกลุ่มธุรกิจดังกล่าวบางรายยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวดูไม่สดใสมากนัก แต่ทิศทางของกลุ่มโรงแรมนั้นเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น หลังภาวะต่างๆ เริ่มคลายตัว และมียอดการจองห้องพักล่วงหน้าที่เริ่มกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง โดยเฉพาะเริ่มเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 1 ทำให้ในปีนี้ยังมองว่าน่าจะมีการเติบโตได้








