ลุ้น "สยามเจเนอรัล" กลับเทรดเอ็มเอไอ1ก.พ.นี้ ย้อนสถิติพบหุ้นกลับเข้าซื้อขายใหม่ มักราคาปรับตัว "โดดเด่น"
หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ประกาศให้ สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง (SGF) เข้าข่ายต้องปรับปรุงฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน และถูกพักการซื้อขาย ตั้งแต่ปี 2550 เพื่อเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ
ล่าสุด SGF เตรียมพร้อมที่จะกลับเข้ามาทำการซื้อขายอีกครั้ง หลังจากได้รับอนุมัติจากตลาดหลักทรัพย์ และจะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) วันที่ 1 ก.พ. นี้
การกลับมารอบ 10 ปี เป็นที่น่าจับตามองว่าบริษัทจะดำเนินไปอย่างไร ซึ่ง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ได้ติดต่อไปยัง ศุภอรรถ ตปนียากร ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) SGF แต่บริษัทต้องการที่จะเปิดเผยแผนงานหลังจากเข้าซื้อขายเรียบร้อยแล้ว
บริษัทได้แจ้งแนวทางธุรกิจเบื้องต้นว่า บริษัทได้ฟื้นฟูกิจการ ปรับโครงสร้างธุรกิจ พัฒนาบุคลากร จนผลประกอบการสามารถกลับมามีกำไรสุทธิ ในส่วนของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันเน้นให้บริการสินเชื่อผู้ประกอบการรายใหญ่โดยมีหลักประกันสูง เกินมูลหนี้ไปมาก รวมทั้งเริ่มขยายชนิดสินเชื่อเข้าสู่ธุรกิจสินเชื่อรายย่อย โดยในปีนี้จะเริ่มเห็นแนวทางในการเติบโตของบริษัทในการรุกเข้าสู่การปล่อยสินเชื่อชนิดต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทีมบริหารเชื่อว่าจะแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน
ผลประกอบการที่ผ่านมา ปี 2557- 2558 มีรายได้รวม 50.34 ล้านบาท และ 60.16 ล้านบาท ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 46.79 ล้านบาท และ 17.42 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วน 9 เดือน ปี 2559 มีรายได้รวม 82.32 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 45.8 ล้านบาท และบริษัทมีสัดส่วนหนี้ต่อทุนเพียง 0.03 เท่า มีทุนจดทะเบียน 6,550 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,452.74 ล้านบาท
ส่วนโครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ปรากฎว่ามีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันดับ 1 อย่าง วิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร อดีตเจ้าของและซีอีโอเอแคป แอ๊ดไวเซอรี่ อันดับ 2 คือ สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ “เสี่ยปู่” นักลงทุนรายใหญ่ อันดับ 8-11 ตระกูลทองแตง คนในตระกูล “วิชัย ทองแตง” ซึ่งนักลงทุนทั้งหมดนี้ต่างติด Silent Period กันคนละไม่น้อย ทำให้นักลงทุนอาจจะพออุ่นใจได้บ้างว่าจะไม่มีการเทขายของออกมาในช่วงแรก
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ผู้บริหาร SGF มั่นใจว่าไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นผิดหวัง หลังฟื้นฟูกิจการ-ปรับโครงสร้างธุรกิจ ส่วนแผนงานปี2560จะเน้นขยายไลน์ตลาดสินเชื่อรายย่อย รองรับความต้องการของประชาชนกว่า 1 ใน 3 ของประเทศที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ เชื่อว่าจะช่วยหนุนธุรกิจโตก้าวกระโดด
ทั้งนี้ เมื่อดูสถิติของหุ้นที่เคยเข้าแผนฟื้นฟูกิจการและกลับเข้ามาซื้อขายอีกครั้ง ราคาหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นได้อย่างโดดเด่นหากเทียบจากราคาปิดก่อนจะถูกพักการซื้อขาย ย้อนกลับไปเมื่อปี 2558มีหุ้นกลับเข้ามาซื้อขายอีกครั้งถึง3บริษัท ได้แก่ เอบิโก้ โฮลดิ้งส์ (ABICO) เปิดเทรดวันแรกที่ 19.1 บาท เพิ่มขึ้น 1,810% ก่อนจะลงไปปิดที่ 15.7 บาท พัฒน์กล (PK) เปิดเทรดวันแรก 5 บาท เพิ่มขึ้น 1,150% ก่อนจะลงมาปิดที่ 3.02 บาท ส่วน บิ๊ก คาเมร่า (BIG) เปิด 3.98 บาท ลดลง 20.4% ก่อนจะลงมาปิดที่ 2.24 บาท









