วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนีหุ้นไทยจ่อ1,600 จุด ระหว่างวันแตะนิวไฮ 2 ปี

ดัชนีหุ้นไทยจ่อ1,600ระหว่างวันแตะนิวไฮ2ปี มาร์เก็ตแคปทุบสถิติใหม่ 15.68 ล้านล้าน ขณะสมาคมนักวิเคราะห์แตะเบรกหวั่นราคาหุ้นแซงพื้นฐาน

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้ (26ม.ค.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และแตะระดับสูงสุดที่ 1,600.79 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดรอบ 2 ปี ก่อนปรับตัวลงมาปิดที่1,591.00 จุดเพิ่มขึ้น 0.42%

มูลค่าการซื้อขายรวม 7.15 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 15.68 ล้านล้านบาท ทุบสถิติสูงสุดใหม่ 

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมานั้นถือว่าเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยปัจจัยหลักๆจะมาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นหลังจากการเข้ารับตำแหน่งของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เดินตามนโยบายที่ให้ไว้ ขณะที่ราคาพลังงานที่เริ่มฟื้นตัวมากขึ้น รวมถึงอาจมีเงินบางส่วนที่โยกมาจากตลาดบีอีโยกมาลงทุนในหุ้นโดยตรง

“การปรับตัวขึ้นรอบนี้ถือว่าเร็วกว่าคาด ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ดัชนีเป้าหมายจะอยู่ที่ 1,650 จุด แสดงว่าการปรับขึ้นหลังจากนี้อาจจะไม่มากนัก ดังนั้นนักลงทุนจะต้องระมัดระวังและเลือกหุ้นที่เติบโตดี”

แรงซื้อขายรอบนี้ ส่วนใหญ่เป็นเงินจากภายในประเทศ ทั้งสถาบัน และรายย่อย ส่วนนักลงทุนต่างชาติ มีสัดส่วนซื้อขายไม่มาก รวมทั้งบางส่วนอาจมีเม็ดเงินที่โยกจากตลาดบีอีที่มีปัญหาเข้ามาลงทุนในหุ้นโดยตรง สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนควรติดตาม คือ การดำเนินนโยบายของทรัมป์ หลังจากนี้จะมีความเข้มข้นแค่ไหน ซึ่งจะส่งผลความเชื่อมั่นผู้ลงทุนโดยตรง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจในประเทศเริ่มทรงตัว ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะมีมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่

นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย กล่าวว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยเข้าใกล้ 1,600 จุด ซึ่งระดับปัจจุบันมากกว่าเป้าหมายที่ 1,570 จุด และอยู่ในระดับสูงทำให้มีความเสี่ยง่มากขึ้น 

“ภาวะตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนมาจากการที่ทรัมป์ เดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ซึ่งเป็นการกระตุ้นนโยบายผ่านการลงทุนในโครงสร้งพื้นฐาน ซึ่งส่งผลดีให้กับความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลกให้กลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง”

สิ่งที่ตลาดจับตาระยะถัดไปคือ การดำเนินนโยบายของสหรัฐ โดยปกติดัชนีตลาดหุ้นไทยมักจะปรับตัวไปทิศทางเดียวกับดัชนีดาวโจนส์กว่า80 % และภาพของความเคลื่อนไหวของต่างชาตินั้น จะเป็นการโยกเงินจากตลาดตราสารหนี้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น 

สำหรับคำแนะนำการลงทุนนั้น แบ่งเป็น 3 ส่วน นักลงทุนระยะสั้น ยังสามารถเข้าเก็งกำไรได้ ส่วนระยะกลางให้ทยอยขายหากราคาปรับเพิ่มขึ้นมาเร็ว ส่วนระยะยาวนั้นให้รอดูจังหวะไม่ควรซื้อหรือขายหุ้นช่วงนี้ กลุ่มที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้อที่เศรษฐกิจดีขึ้น ในกลุ่มพลังงาน ธนาคารขนาดใหญ่ จากความต้องการสินเชื่อที่มากขึ้น ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆอย่าง ทองคำ ยังเป็นสินทรัพย์ที่่น่าสนใจรองลงมากจาก หุ้น ส่วนกลุ่มที่ไม่น่าสนใจลงทุน คือกลุ่มตราสารหนี้