การเรียนรู้จากความสำเร็จทำให้การเดินในก้าวต่อๆ ไปเข้าใกล้ความสำเร็จได้เร็วขึ้น
การทำธุรกิจความท้าทายเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ สำคัญที่การรู้จักตัวเองและวางแผนการเดินทางให้ได้ว่าจะเดินไปถึง “จุดไหน” และด้วย “วิธีใด”
อีททิโกผูใหบริการดานขอเสนอพิเศษจากรานอาหารและระบบการสำรองโตะอาหารที่ใช้เวลา 2 ปีจากจุดเริ่มต้นในไทยแล้วขยายออกไปสิงคโปร์ รวมถึงอีกหลายประเทศในอนาคต ล้วนเกิดจากวิธีคิดและการทำงานที่แตกต่าง
“สตาร์ทอัพส่วนใหญ่จะมาจากต่างประเทศแล้วเข้ามาทำตลาดในไทย แต่สำหรับเราเริ่ิมต้นที่กรุงเทพฯ ให้ที่นี่เป็นเฮดควอเตอร์แล้วขยายธุรกิจไปสิงคโปร์ ด้วยวิธีคิดแบบนี้ก็ทำให้แผนธุรกิจและการทำงานแตกต่างตั้งแต่วันแรกของการทำธุรกิจ เพราะไม่เฉพาะการทำตลาด แต่รวมไปถึงการมองหาคนที่ Skill set ที่จะทำงานในระดับภูมิภาค
ถึงวันนี้ เราต้องการกำลังคนในทุกๆ ด้าน เพื่อที่จะทำการปรับโครงสร้างแยกโอปอเรชั่นและเฮดควอเตอร์ออกจากกัน โดยที่บริษัทเราไม่ได้ดูแค่ไทยอย่างเดียว แต่ต้องแยกทีมในการดูแล
ประเทศอื่นๆ ที่เติบโตด้วย”ภูมินทร ยุวจรัสกุลผูรวมกอตั้งและประธานเจาหนาที่บริหารประจําประเทศไทยบริษัท อีททิโก อินเตอรเนชั่นแนล จํากัด กล่าว
มองย้อนกลับไปการเดินทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของ อีททิโก นับตั้งแต่เริ่มธุรกิจจาก Seedก้าวสู่การลงทุนระดับซีรีย A เป็นที่เรียบร้อยเมื่อธันวาคม 2558 และ รับการลงทุนจาก ทริปแอดไวเซอร์ในระดับซีรีย B เดือนตุลาคม 2559 ด้วยเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 530 ลานบาท (15.5 ลานดอลลาหสหรัฐ) รวมๆ แล้วเป็นเวลา2 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ภูมินทร์ บอกไม่ง่ายเลยในการก้าวข้ามมันมาได้
ทั้งทัศนคติและการยอมรับเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอย่างมากในการสร้างความน่าเชื่อถือทำให้จากเดิมที่คิดว่าจะดึงร้านอาหารเข้าร่วมได้เป็นหลัก 300 ร้านแต่กลับได้เพียงหลักสิบเท่านั้น
จำนวนเงินของผู้ก่อตั้งที่ร่วมกัน 4 คนคิดไว้ที่ 20-30 ล้านสุดท้ายทะลุไปถึง 70 ล้าน
ระยะเวลาของการทำตลาดที่ยืดยาวออกไปจากแผนที่วางเอาไว้
“ทุกอย่างมันช้ากว่าที่คิดเอาไว้ และใช้เงินมากกว่าที่เราคิดเอาไว้ในทุกๆ ย่างทุกก้าว ตอนแรกคิดว่าจะใช้ 4 คน น่าจะอยู่ที่ 20-30 ล้าน แต่ใช้ ไป 70 ล้าน การที่เราเดินมาถึงจุดนี้ได้ช้าไป 1 ปี เป็นทัั้งยินดี ภูมิใจ และโล่งอกที่ในที่สุดก็มาถึง (ซีรีย์ B) ซะทีจริงๆ แล้วเราควรจะมาถึงตรงนี้ตั้งนานแล้ว เพราะเป็นการเดินตามแผนที่วางเอาไว้ทั้งหมด”
อุปสรรคหรือความยากในการทำงานเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ เป็นหลัก
จากที่คิดว่าจะเซ็นสัญญาร้านอาหารได้เดือนละ 200-300 ร้าน แต่กลับทำได้เพียง3-4 ร้านต่อเดือนเท่านั้น เทียบกับการทำงานในวันนี้ที่สามารถดีลกับร้านค้าได้ราว 30-40 ร้าน
"มันยากว่าที่คิดเอาไว้มาก จากไอเดียที่คิดร่วมกันกับผู้ร่วมก่อตั้งว่าอยากจะทำเหมือน agoda แต่ทำในส่วนที่เป็นร้านอาหาร จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าร้านอาหารจะมีโต๊ะว่างอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ช่วงเวลากลางวันหรือช่วงค่ำ น่าจะเอาโต๊ะที่ว่างๆอยู่มาทำให้เกิดประโยชน์
แต่พอได้ทำจริงๆ มันเปลี่ยนมุมมองเราเลย ถ้าร้านอาหารไม่มากพอ เราดึงคนมาไม่ได้ อาทิ คนที่อยู่แถวฝั่งธน เราไม่สามารถดึงข้ามมาฝั่งกรุงเทพฯ ได้ ช่วงแรกๆ หลายคนที่โหลดแอพ
เป็นครั้งแรกเข้ามาแล้วไม่เจอร้านอาหารแถวฝั่งธนก็จะไม่เข้าแอพเราอีกเลยซึ่งทำให้ทุกอย่างมันช้าไปหมด"
ถัดมาเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือ สิ่งที่อีททิโก ทำคือการสร้างแบรนด์ผ่านสื่อที่ใช้เงินลงทุนสูงถึง 70 ล้านบาทในการสร้างการรับรู้ ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างมาก
“ช่วงแรกๆ ยากมากครับ เพราะว่าการที่เราจะไปบอกให้ทุกๆ เวลาร้านต้องให้ส่วนลดอย่างต่ำ10% และต้องมีเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงในแต่ละวันที่ต้องให้ส่วลด 50% ด้วย ซึ่งหลายๆ ร้านเจอส่วนลด 50% แล้วกลัว เพราะเคยมีประสบการณ์ตั้งแต่ผู้ให้บริการรายอื่นมาก่อนหน้านี้
สิ่งที่สำคัญคือความน่าเชื่อถือ ที่ผ่านมาเราลงทุนบิลบอร์ดไป 70 กว่าล้าน ถามว่า การลงทุนขนาดนี้ไม่ได้เป็นการลงทุนที่สร้างรายได้แต่สร้างมูลค่าให้แบรนด์มากกว่า เวลาเราไปคุยกับร้านทำให้เกิดการยอมรับและมีร้านอาหารเข้าร่วมกับเรามากขึ้น"
การเดินทางมาถึงจุดนี้ พิสูจน์แล้วให้เห็นแล้วว่า แม้จะช้าไปกว่าที่คาดเอาไว้ แต่ในที่สุดอีททิโก ก็เดินมาถึงที่หมายตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่วันแรกของการทำธุรกิจ นั่นคือการเป็นเบอร์หนึ่งในเอเชีย
"แผนวางเอาไว้ว่าจะมาถึงจุดนี้ตั้งแต่วันแรก เราแค่มีหน้าที่ทำตาม แล้วอย่าบ่ายเบี่ยงแผนนั้นโชคดีที่มีทีมงานที่กล้าคิดทำให้เส้นทางการเดินจะแตกต่างเมื่อเทียบกับบางธุรกิจที่วางแผนเอาไว้ว่าต้องการทำเฉพาะตลาดในไทย ดังนั้นmind set เราจะแตกต่างไปตั้งแต่แรก
ในแผนจะบอกไว้หมด มาถึงจุดหนึ่งต้องระดมทุน ไป A ไป B ไฟท์บังคับมันเป็นอย่างนี้ ต้องได้เท่านี้ ถ้าไม่ได้ก็พับเสื่อ
สิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่เราเอาตัวเองไปเสี่ยงโดยไม่มีเหุตผล ถ้าเราโตช้าจะมีคนอีกมากที่อาจจะมาทำการทำสตาร์ทอัพ ไอเดียก็อย่างหนึ่ง แผนก็อีกอย่าง ถ้าไอเดียดี แต่แผนห่วย เงินอาจจะหมดเร็วเกินไป นี่คือความจริงของธุรกิจ"
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไทยและสิงคโปร์ วันนี้อาจถึงเวลาที่ อีททิโก จะมองไปให้ไกลกว่านี้
"การขยายธุรกิจของอีททิโกจากนี้จะดูไทยเป็นตัวอย่าง ว่าทำอย่างไรจะซัคเซสเหมือนไทยโดยเป็นเหมือนมีคู่มือในการดำเนินการเห็นได้ว่าสิ่งที่เราทำในไทยในใช้เวลา 2 ปีครึ่งในการคุ้มทุน สิงคโปร์ ใช้เวลาเพียงปีครึ่ง ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากความสำเร็จทำให้ก้าวๆ ไปใช้เวลาที่สั้นลงเมื่อขยายไปยังประเทศอื่นๆ
วันนี้เราเป็นเบอร์หนึ่งในเอเชีย ในขณะเดียวกันก็ต้องมองโอกาสในอีกหลายๆ ประเทศเอาไว้อยู่ตลอดเวลา"
แผนที่ดีนำทางสู่ชัยชนะ
“นอกจากไอเดียที่ดี และทีมที่ดีแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือการวางแผนที่ดี"
อีททิโก กอตั้งขึ้นในปี 2556 จากการรวมตัวผูประกอบการจากทั้งฝรั่งเศส สิงคโปรเชื้อสายอินเดีย และไทยมีเปาหมายเพื่อจัดหาโตะวางใหทองที่วาง โดยการมอบสวนลดตามชวงเวลาสูงถึง 50% ในรานอาหารที่รวมรายการ ผานแอพพลิเคชั่นบนไอโฟนและแอนดรอยดและเว็บไซต โดยทำการจองที่นั่งใหลูกคามาแล้วกวา 2 ลานคน
ผูรวมกอตั้งบริษัท อีททิโก จํากัด ประกอบด้วยไมเคิล คลูเซล ประธานเจาหนาที่บริหาร,สิทธันตา โคทารี ประธานเจาหนาที่ฝายการเงิน,ภูมินทร ยุวจรัสกุลประธานเจาหนาที่บริหารประจําประเทศไทยบริษัท อีททิโก อินเตอรเนชั่นแนล จํากัดและจูดี้ ตัน ผูอํานวยการประจําประเทศสิงคโปร
ภูมินทร ยุวจรัสกุล ผูรวมกอตั้งและประธานเจาหนาที่บริหารประจําประเทศไทยบริษัท อีททิโก อินเตอรเนชั่นแนล จํากัดหลังจากสําเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมศาสตร วิศกรรมไฟฟาและอิเล็กทรอนิกสและวิทยาศาสตรคอมพิวเตอร จากมหาวิทยาลัย University College of London (UCL) ประเทศสหราชอาณาจักรก็ได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยในป 2550 กอตั้งและบริหาร บริษัท นาโนโลยี จํากัดผูผลิตและจัดจําหนาย “น้ําดื่มไพน” ผลิตภัณฑน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ
มร. ไมเคิล คลูเซลประธานเจาหนาที่บริหารกลุมบริษัทบริษัท อีททิโก อินเตอรเนชั่นแนล จํากัดสําเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่เกาแกที่สุดในเยอรมนี (มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิรก) เคยรวมงานกับบริษัทระดับโลกที่ติดอันดับ Global Fortune 500 หลายบริษัท อาทิ โคคา-โคลา (อาหารและเครื่องดื่ม) เฮงเค็ล (เครื่องสำอาง) และวิมเพลคอม (โทรคมนาคม)









