วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ททท.ตั้งเป้าปีนี้โกยรายได้2.77ล้านลบ.

ททท.ปรับเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวปีนี้หวังโกย 2.77 ล้านลบ. โต 10% เผยนักท่องเที่ยวจีน มาเลเซีย รัสเซีย อังกฤษ ออสเตรเลีย ครองส่วนแบ่งสูงสุด

รายได้การท่องเที่ยว นับเป็นอีกความหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2560 ต่อเนื่องจากปี 2559 ที่แม้จะได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบทัวร์ผิดกฎหมายช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2559 แต่ทั้งปีรายได้การท่องเที่ยวพบว่ายังคงสูงกว่าปีก่อนหน้า

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปี 2560 ททท.ได้วางเป้าหมายรายได้รวมจากการท่องเที่ยวไว้ที่ 2.77 ล้านล้านบาท เติบโต 10% ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการปรับเป้าหมายใหม่ให้ท้าทายสอดคล้องกับแนวทางไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล

โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ คือ เน้นกระตุ้นการจับจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น สร้างสมดุลในเชิงพื้นที่และเวลา สมดุลในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้รักษาสัดส่วนรายได้จากในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 33% เพื่อกระจายความเสี่ยงจากตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในตลาดต่างประเทศ แม้จะมีปัจจัยต้องจับตามองเรื่องการปรับมาตรฐานบริการของทัวร์จีน หลังจากที่รัฐบาลเริ่มดำเนินมาตรการจัดระเบียบทัวร์ผิดกฎหมายมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 แต่เชื่อว่ายังมีตลาดศักยภาพอื่นๆ ช่วยส่งเสริมการเติบโต อาทิ รัสเซีย

โดยตั้งเป้ารายได้จากต่างประเทศไว้ที่ 1.81 ล้านล้านบาท เติบโตราว 10% จากจำนวนนักท่องเที่ยว 34.39 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 5.51% สังเกตได้ว่าการขยายตัวในเชิงรายได้จะสูงกว่าเชิงปริมาณ เนื่องจากการวางกลยุทธ์สู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพดังกล่าว

ท็อป5นักท่องเที่ยวเป้าหมาย

ขณะที่ตลาดที่เป็นเป้าหมายสูงสุด 5 อันดับแรกที่จะสร้างรายได้ให้การท่องเที่ยวไทยปีนี้ ได้แก่ ตลาดจีน ตั้งเป้าสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จากรายได้ปี 2559 ที่ประมาณการว่าจะทำได้ 4.45 แสนล้านบาท ยังคงครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่งของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทยทั้งหมดที่สัดส่วนกว่า 30%

ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ มาเลเซีย วางเป้าเติบโต 10.8% จากรายได้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 9.2 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา อันดับ 3 ได้แก่ รัสเซีย ที่ผ่านจุดต่ำสุดเมื่อปี 2558 มาแล้ว และกำลังปรับฐานขึ้น น่าจะสร้างรายได้เติบโต 8.3% จากที่ทำได้ 8.7 หมื่นล้านบาทในปี 2559

อันดับ 4 ได้แก่ สหราชอาณาจักร วางเป้าเพิ่ม 8.4%จาก 7.3 หมื่นล้านบาท และอันดับ 5 ออสเตรเลีย คาดว่าจะขยายได้ถึง 15.2%จาก 6.6 หมื่นล้านบาทในปี 2559

จับตาตลาดจีนฟื้นปี60

“ในปี 2560 ยังต้องรักษาโมเมนตัมการเติบโตของนักท่องเที่ยว หลังจากในปี 2559 สามารถทำรายได้รวม 2.52 ล้านล้านบาท เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.4 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะมีปัจจัยกระทบในช่วงไตรมาสสุดท้าย อาทิ การจัดระเบียบทัวร์จีน เป็นต้น ดังนั้นในปีนี้กุญแจสำคัญก็ยังต้องจับตามองที่ตลาดจีนว่าจะกลับมาแกร่งเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการต่างเห็นตรงกันว่าน่าจะเริ่มดีขึ้นหลังจากตรุษจีนเป็นต้นไป”

เว้นค่าวีซ่าจีนขอเพิ่มเท่าตัว

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า การยกเว้นค่าวีซ่าระยะ 3 เดือนเริ่มส่งผลทางจิตวิทยา ทั้ง 5 สำนักงานรายงานจำนวนชาวจีนขอวีซ่ามาไทยมากขึ้นเท่าตัว แต่ต้องจับตามองว่าอาจเป็นการขอไว้ล่วงหน้าเพื่อจะเดินทางมาในช่วงตรุษจีนหรือไม่ แต่เบื้องต้นมีผลทำให้อัตราติดลบในเดือน ธ.ค.เริ่มลดลงเหลือ 15%จากที่เดือน พ.ย.เคยลดลงถึง 30%

ด้านปัจจัยต่างประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ท่าทีของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ได้แก่ ฝรั่งเศส และอิตาลี ที่อาจเดินหน้าสู่กระบวนการลงประชามติเพื่อตัดสินว่าจะออกจากสมาชิกอียูตามรอยสหราชอาณาจักรในปี 2559 หรือไม่ ซึ่งหากเกิดขึ้นจะมีผลกระทบทันทีต่อเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลต่อการจับจ่ายเพื่อการท่องเที่ยวของชาวยุโรปมาก เมื่อเทียบเคียงกับกรณีของค่าเงินยูโรในปีที่ผ่านมา ซึ่งอ่อนลงเหลือราว 37 บาทต่อ 1 ยูโร ทั้งๆ ที่เคยสูงกว่า 40 บาท

หมายถึงนักท่องเที่ยวต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงขึ้นในมูลค่าสินค้าท่องเที่ยวราคาเท่าเดิม แต่ทั้งนี้สัญญาณที่ยังเป็นบวก สามารถพิจารณาได้จากการเติบโตของตลาดสหราชอาณาจักร แม้ว่าจะมีผลการลงประชามติออกจากอียู แต่การท่องเที่ยวยังเติบโตดี และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวถึง 1 ล้านคนเป็นครั้งแรก

ตั้งเป้าตลาดในประเทศโต10%

ขณะที่ตลาดในประเทศซึ่งตั้งเป้ารายได้ไว้ 9.53 แสนล้านบาท เติบโต 10% จากจำนวนนักท่องเที่ยว 154 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 6.19% จะขับเคลื่อนด้วยนโยบาย “ปลุกพลังเที่ยวไทย ใส่ใจท้องถิ่นยั่งยืน” กระตุ้นคนไทยเดินทางออกเดินทางในประเทศเป็นเป้าหมายหลัก ลดการเดินทางไปต่างประเทศเป็นเป้าหมายรอง โดยจะมีโครงการไฮไลต์ที่เน้นการพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวหรือชุมชนต่างๆ ให้เพิ่มมิติน่าสนใจ เช่น โครงการส่องแสงธรรม (Night at The Temple)เน้นการประดับไฟวัดวาอารามให้สวยงามเพิ่มการเที่ยวชมในช่วงกลางคืน, โครงการโลคัลฟู้ด 2.0 สนับสนุนการชอปปิงอาหารถิ่น พืชผักผลไม้ เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agricultural Tourism)เป็นต้น

เร่งกระตุ้นการจับจ่ายท้องถิ่น

นอกจากนั้น เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายในท้องถิ่น จะจัดกิจกรรมใหญ่ทุกเดือนตลอดปี พร้อมกับขยายกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศให้เข้ามายังแหล่งท่องเที่ยวชุมชนมากขึ้น จะมีโครงการที่ผลักดันและสร้างการรับรู้ท่องเที่ยวไทยผ่านสินค้าชุมชนต่อเนื่อง อาทิ โครงการไทยแลนด์ โลคัล โชว์เคส การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าและบริการท้องถิ่น ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในต่างประเทศ เช่น ย่านกินซ่า หรือ อาซากุสะ ของญี่ปุ่น ที่เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอยู่แล้ว เพราะจะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง คือ นักท่องเที่ยวที่มีกำลังจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้สัมผัสและรับรู้กับสินค้าชุมชนของไทย และนำมาซึ่งความต้องการเดินทางท่องเที่ยวตามมา

โดยอาจจะเป็นการจัดแสดงพร้อมกับไทยเฟสติวัลในประเทศต่างๆ และใช้วิธีการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กระทรวงพาณิชย์, กรมการพัฒนาชุมชน (กระทรวงมหาดไทย) และหน่วยงานจากต่างประเทศที่พร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว อาทิ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เป็นต้น

เปิดท่องเที่ยวร่วมระหว่างประเทศ

พร้อมกันนี้ เตรียมเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างประเทศ (2countries 1 destination)เริ่มนำร่องกับ 2-3 เมือง ซึ่งที่ผ่านมาได้เจรจากับพันธมิตรในญี่ปุ่นไว้แล้ว เพื่อทำให้เกิดการเดินทางแลกเปลี่ยนระหว่างสองเมือง รวมไปถึงความร่วมมืออื่นๆ ด้านการตลาดและทางวิชาการเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ให้บริการด้านท่องเที่ยวด้วย

นายยุทธศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในการจัดงานแสงเทียนแห่งสยามในช่วงนับถอยหลังสู่วันที่ 1 ม.ค.2560 ททท.สนับสนุนการจัดงานใน 6 พื้นที่หลักทั่วประเทศไทย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ท้องสนามหลวง มีผู้เข้าร่วมงาน 6 แสนคน แบ่งเป็นคนไทย 5.49 แสนคน และชาวต่างชาติ 5 หมื่นคน และในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้เกิดการใช้จ่ายสะพัดราว 2,500 ล้านบาท