วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘คันทรี่ กรุ๊ป’ ปรับโครงสร้าง ตั้งเป้าติด‘เซ็ท50’ปี63

ภายหลังการปรับโครงสร้างธุรกิจ และดันบริษัทขึ้นเป็นโฮลดิ้งส์ คัมพานี "ทอมมี่ เตชะอุบล" วางเป้าหมายใน 2 ปีจากนี้ เข้ากลุ่ม SET50

จากสัญญาณของธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เริ่มถดถอย ส่งผลให้ ‘คันทรี่ กรุ๊ป’ ตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ หลังจากนั้นจึงดำเนินการเปลี่ยนแปลงบริษัทจาก บล.คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) มาเป็น คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH) ตั้งแต่ต้นปี 2558

เดิมที คันทรี่ กรุ๊ป มีรายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นหลัก แต่ด้วยการแข่งขันที่รุนแรงทำให้แนวโน้มค่านายหน้าลดลงต่อเนื่อง บริษัทจึงพยายามมองหาธุรกิจใหม่เข้ามาเสริม และจะเน้นการกระจายรายได้มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ วางตำแหน่งตัวเองเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจโดยการถือหุ้นลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) มีเป้าหมายเป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และกระจายการลงทุนในธุรกิจหลากหลาย ล่าสุดถือหุ้นลงทุนใน 4 บริษัท ได้แก่ บล.คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) 99.3% บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) 24.8% ผาแดงอินดัสทรี (PDI) 24.9% และคันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) 9.03%

นอกจากการปรับโครงสร้างธุรกิจแล้ว คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ยังได้แต่งตั้งผู้บริหารรุ่นใหม่ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูลเตชะอุบล อย่าง ‘ทอมมี่ เตชะอุบล’ ขึ้นมาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ทอมมี่ เล่าว่า การลงทุนของบริษัท 85% จะเน้นลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ระยะยาว แม้เงินลงทุนราว 50% ของบริษัทจะยังคงอยู่ในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ในอีก 2 ปีต่อจากนี้ มูลค่าของธุรกิจอื่นๆ จะเติบโตขึ้น

สำหรับ บล.คันทรี่ กรุ๊ป และ บลจ.เอ็มเอฟซี แม้จะไม่ได้เติบโตสูง แต่จะยังเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่บริษัทปรับโครงสร้างหันมาเน้นให้บริการลูกค้าสถาบันมากยิ่งขึ้น รวมถึงให้บริการในด้านอื่นๆ ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น อาทิ ที่ปรึกษาทางการเงิน วาณิชธนกิจ บริหารสินทรัพย์ เป็นต้น

“เดิมทีธุรกิจหลักทรัพย์ของบริษัทพึ่งพิงรายได้จากค่าคอมมิชชั่นของนักลงทุนรายบุคคลเกือบทั้งหมด แต่ด้วยแนวโน้มค่าคอมมิชชั่นที่ลดลงเรื่อยๆ และการแข่งขันรุนแรง ทำให้บริษัทตัดสินใจลดส่วนธุรกิจนี้ลง ปัจจุบันเหลือสัดส่วนไม่ถึง 10% ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องหากดูจากภาวะอุตสาหกรรมในขณะนี้”

ส่วน ผาแดงอินดัสทรี และคันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จะเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งจากโครงการที่มีอยู่ขณะนี้ และการเพิ่มโครงการใหม่ๆ เข้ามาหลังจากนี้

ทอมมี่ เล่าต่อว่า ผาแดงอินดัสทรี จะเป็นดาวเด่นในปี 2560 และคันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จะโดดเด่นในปี 2561

“แม้ธุรกิจเหมืองสังกะสีหยุดผลิตตั้งแต่ปี 2559 นี้ แต่บริษัทยังมีสต๊อกสินค้าเหลือจำหน่ายอีกไม่น้อยกว่า 2.5 หมื่นตัน ขณะที่ราคาสังกะสีก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2559 ปรับตัวขึ้นมาราว 70% ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยในปี 2560 จะเพิ่มขึ้นกว่าปีนี้มาก ขณะเดียวกันต้นทุนการขายจะลดลงค่อนข้างมาก จากปกติจุดคุ้มทุนราว 2,200 ดอลลาร์ต่อตัน ปีหน้าจะลดลงเหลือราว 1,400 ดอลลาร์ต่อตัน เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายจากการผลิตอีกแล้ว”

ส่วนโครงการใหม่นั้น ผาแดงจะเน้นลงทุนในพลังงานสะอาดเป็นหลัก ล่าสุดใช้เงิน 477 ล้านบาท ซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิต 5.25 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่น 35 เมกะวัตต์ ซึ่งจะแล้วเสร็จปี 2561 นอกจากนี้ บริษัทยังมีที่ดินเหมืองเดิม 1,800 ไร่ เพื่อจะใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างโซลาร์ฟาร์ม กำลังการผลิต 80 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการรอใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้า (PPA)

พร้อมกันนี้ บริษัทจะเริ่มธุรกิจใหม่ คือรีไซเคิลชิ้นส่วนเหลือใช้จากอุตสาหกรรม ซึ่งได้ซื้อเทคโนโลยีจากยุโรปเข้ามาใช้ จะเริ่มติดตั้งเครื่องจักรที่โรงงาน จ.ระยอง ในไตรมาส 2 ปี2560 ขณะเดียวกันบริษัทยังได้มองหาการซื้อธุรกิจใหม่เข้ามาเสริม ล่าสุดอยู่ระหว่างการเจรจากับธุรกิจผลิตวัตถุดิบในอุตสาหกรรม ซึ่งมีฐานการผลิตในไทย แต่ส่งขายไปทั่วโลก

ทางด้าน คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2561 เนื่องจากเป็นปีที่โครงการคอนโดมิเนียม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท เริ่มต้นโอนและรับรู้รายได้ นอกจากนี้โรงแรม 2 แห่ง ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันจะเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบ

“ล่าสุด คอนโดมิเนียมขายไปแล้ว 60% จาก 350 ยูนิต ซึ่งถึงจุดคุ้มทุนแล้ว โดยกลุ่มลูกค้าเป็นชาวไทยและต่างชาติอย่างละ 50% ขณะที่โรงแรมทั้ง 2 แห่ง หากแล้วเสร็จและมีผู้ใช้บริการถึงเกณฑ์ บริษัทจะพิจารณาตั้งเป็นกองทรัสต์อีกครั้งหนึ่ง คาดว่ามูลค่าจะอยู่ราว 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท”

นอกจากนี้ คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ยังแบ่งสัดส่วน 15% ของพอร์ต สำหรับลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อาทิ หุ้น ตราสารหนี้ มีพอร์ตลงทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยผลตอบแทนในปี 2559 ก็ค่อนข้างน่าพอใจ ทำได้ราว 17% จากที่ตั้งเป้าไว้ 12%

“บริษัทมีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนโดยรวมที่ 15% โดยจะเน้นการลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน และนอกจากธุรกิจที่มีอยู่นี้ บริษัทยังคงมองหาธุรกิจใหม่เข้ามาเสริมต่อเนื่อง ล่าสุดมองไปยังธุรกิจให้บริการที่พักอาศัยในยุโรป”

คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ถือเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้เลย จึงมีความสามารถที่จะลงทุนได้อีกมาก ล่าสุดบริษัทมีความสนใจที่จะเข้าลงทุนในธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เบื้องต้นคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาท สำหรับเครือโรงแรมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอังกฤษ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ภายในปี 2560 เชื่อว่าจะได้เห็นความชัดเจนสำหรับการลงทุนครั้งใหม่

การปรับโครงสร้างธุรกิจของ คันทรี่ กรุ๊ป ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญขององค์กร และเชื่อว่าใน 2 ปีถัดจากนี้ จะได้เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีเป้าหมายติด 1 ใน 50 บริษัทจดทะเบียนของไทย (SET50) ภายในปี 2563 อีกด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้วผลประกอบการที่ออกมาจะเป็นตัวตัดสิน