“สคร.” คาดสามารถตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งคุม12 รัฐวิสาหกิจ ช่วงครึ่งปีหลังของปี 60 เผยเตรียมว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาวางกรอบการทำงาน พร้อมเกณฑ์ประเมิน
ผลงานของซูเปอร์โฮลดิ้ง
ชี้นายกฯ เร่งต้องการให้พ.ร.บ.กำกับรัฐวิสาหกิจฯผ่าน แจงอยู่ขั้นกฤษฎีกาพิจารณา
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยความคืบหน้าในการนำเสนอร่างพ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ....ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ดก็เร่งรัดเรื่องนี้อยู่
โดยกฤษฎีกา ตั้งชุดพิเศษพิจารณาให้ คาดว่า ภายในต้นปี 2560 จะเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ และคาดใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนกฎหมายจะผ่าน หรือในช่วงปลายไตรมาสแรก หรือต้นไตรมาส 2 ของปี 2560 หลังจากกฎหมายผ่านและมีผลบังคับใช้ จะมีเวลา 180 วัน เพื่อดำเนินการตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซูเปอร์โฮลดิ้งเพื่อกำกับดู 12 รัฐวิสาหกิจที่มีทุนเรือนหุ้น จะดำเนินการตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560
“แม้ว่ากฎหมาย จะยังไม่ผ่าน แต่ คนร. ก็มีอนุกรรมการที่เตรียมการจัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ไว้ ขณะเดียวกัน สคร. ก็เตรียมจะว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อวางกรอบ และขอบเขตการดำเนินงานของซูเปอร์โฮลดิ้ง รวมถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลงานของซูเปอร์โฮลดิ้งด้วย“
ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สคร.ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์ เพื่อคัดเลือกที่ปรึกษามาดำเนินการ ทำแผนยุทธศาสตร์ที่จะใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้บรรษัทฯ หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง และกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกับระดับนโยบาย และสอดคล้องกับภารกิจของแต่ละรัฐวิสาหกิจที่บรรษัทฯ ถือหุ้นอยู่
รวมถึงแนวทางในการประเมินผลบรรษัทฯ ด้วย อีกทั้งยังต้องกำหนดแนวทางในการปรับปรุงภารกิจ และค่าตอบแทนของรัฐวิสาหกิจที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐวิสาหกิจ ส่วนงบประมาณในการว่าจ้างที่ปรึกษาในครั้งนี้ สคร.จัดสรรงบประมาณไว้ประมาณ 7.3 ล้านบาท ระยะเวลาว่าจ้างเป็นเวลา 7 เดือนนับจากวันที่ลงนามในสัญญา ส่วนวิธีการคัดเลือก จะใช้วิธีการคัดเลือกตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
สำหรับ 12 รัฐวิสาหกิจที่ต้องมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของบรรษัทฯ เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 5 แห่งคือ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนอีก 7 แห่งเป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ประกอบด้วย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ขนส่ง จำกัด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด และบริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด
เมื่อดูฐานะการเงินของ 12 รัฐวิสาหกิจ ณ สิ้นปี 2558 พบว่า มีสินทรัพย์รวมกัน ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ 5.83 ล้านล้านบาท ปรับลดลงจากช่วงสิ้นปี 2557 ที่มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 5.94 ล้านล้านบาท เนื่องจากมีผลการดำเนินงานปรับลดลง แต่มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสะสมรวมกันอยู่ที่ 9.94 แสนล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2557 ที่มีกำไรสะสมรวมกันอยู่ที่ 9.89 แสนล้านบาท
เมื่อพิจารณาดูผลการดำเนินงานในปี 2558 พบว่า ส่วนใหญ่มีผลการดำเนินงานปรับลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะบริษัท ปตท. ที่มีกำไร 1.99 หมื่นล้านบาท ลดลงถึง 66% จากปีก่อนหน้าที่มีกำไร 5.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่ทีโอที และการบินไทย ยังมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุน โดยการบินไทยขาดทุนสุทธิอยู่ 1.3 หมื่นล้านบาท แต่ขาดทุนลดลงจากปีก่อนหน้าที่ขาดทุน 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนทีโอที จากที่เคยมีกำไรในปี 2557 กว่า 1.9 พันล้านบาท ก็มาขาดทุนถึง 5.6 พันล้านบาทในปี 2558 ซึ่งทั้งการบินไทย ทีโอที รวมถึงกสท.ก็อยู่ใน 7 รัฐวิสาหกิจที่ต้องฟื้นฟูกิจการ









