เปิดโผหุ้น "เอี่ยวส่งออก" ได้รับผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง โบรกคาดหุ้น "เกษตร-อาหาร" กำไรเด่น
ในช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งเป็นผลกระทบจากการที่เงินดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่องทำสถิติสูงสุดรอบ 14 ปี ดังนั้นทำให้นักวิเคราะห์ประเมินหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ โดยจะเห็นว่ามีบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจส่งออกน่าจะได้รับอานิสงส์ ขณะที่ราคาหุ้นทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หุ้นบางบริษัทยังได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโดยรวมไปด้วยส่งผลให้ราคาหุ้นขึ้นแรง
บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินสถานการณ์ค่าเงินว่า เงินสกุลดอลลาร์ยังแข็งค่าต่อ หนุนเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง และการคงดอกเบี้ยในระดับต่ำของ BOJ และน่าจะคงดอกเบี้ยของกนง. ทำให้ส่วนต่างของ Bond yield สหรัฐ-ญี่ปุ่นและ สหรัฐ-ไทย กว้างขึ้น หนุนดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่เงินเยนอ่อนต่อ และเงินบาททะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ ประกอบกับเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น
บล.เอเซียพลัส ระบุว่าประเทศไทยส่งออกไปสหรัฐราว 11% ของยอดส่งออก และสินค้าที่ส่งออกหลักคือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (PBC ของบริษัทเคซีอี สัญชาติไทย, แผงวงจร PBCA, หลอดไฟ LED และ Sensor ในรถยนต์ แผงควบคุมเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมของบริษัทฮานาฯ สัญชาติอเมริกัน)ชิ้นส่วน Smart Phone และ กล้องวีดีโอ (บริษัทฮานา ผลิตชิ้นส่วนหน้าจอ LED และ Sensor) และ กล้องวงจรปิด และกล้องวีดีโอ (บริษัทเอสวีไอ สัญชาติไทย) และอุปกรณ์ Power supply ดัดแปลงไฟฟ้าในอุปกรณ์ Data Center, Telecom และ Banttery Junction Box ผลิตโดย บริษัทเดลต้า (สัญชาติไต้หวัน)
อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีนำเข้าจะเน้นในสินค้าขั้นปลาย คือสินค้าสำเร็จรูปแต่ชิ้นส่วนส่งออกของไทยอยู่ในขั้นต้นและขั้นกลาง คาดว่าผลกระทบไม่มากนัก และในภาวะที่เงินบาทอ่อนค่าถือว่ายังเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกโดยเฉพาะในสินค้าจำเป็นในกลุ่มอาหาร และชิ้นส่วนน่าจะรองลงมา โดยน่าจะเน้นเป็นบริษัทที่เป็นสัญชาติไทยเพื่อลดผลกระทบการกีดกันการค้า จากการย้ายฐานการผลิตฯ
ล่าสุดเงินบาทอยู่ที่ 36.02 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่ากว่าสมมติฐานที่ฝ่ายวิจัยกำหนด เฉลี่ยปี 2560 ไว้ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์โดยทุกๆ 1 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากสมมติฐานดังกล่าว จะส่งผลบวกต่อแนวโน้มกำไรสุทธิกลุ่มเกษตร-อาหารปี 2560 ให้เพิ่มขึ้น 4.4% จากคาดการณ์ปัจจุบัน
หุ้นจีเอฟพีที จากปัญหาไข้หวัดนกระบาดในต่างประเทศในเดือนพ.ย. 59และหุ้นไทยยูเนี่ยน จะได้ประโยชน์จากนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ที่เตรียมปรับลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 15% จากปัจจุบันที่ 35% เนื่องจากมีรายได้จากธุรกิจในสหรัฐฯราว 4.5 หมื่นล้านบาท หรือราว 28% ของรายได้รวม ขณะที่กำไรสุทธิปี 2559-60 จะเติบโต 6.7% จากปีก่อนและ 19.6% จากปีก่อน นอกจากนี้ ยังได้ผลบวกจากการรวมส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าซื้อหุ้นกิจการ Red Lobster เข้ามาเต็มปี 2560
กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แม้ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท แต่ก็ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบทางการค้า โดยเฉพาะเรื่องการย้ายฐานการผลิต หากพิจารณาผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่เป็นสัญชาติไทยน่าจะมีผลกระทบน่าจะอยู่ในวงจำกัด อาทิ หุ้นเคซีอีและหุ้นเอสวีไอ SVI บริษัทที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท









