วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ถือหุ้นอนุมัติ"ยูไนเต็ดฯ"ให้สัตยาบันลงทุนโรงไฟฟ้าเมียนมา

ผู้ถือหุ้น"ยูไนเต็ด เพาเวอร์"ไฟเขียวให้สัตยาบันลงทุน โครงการโรงไฟฟ้าพลังก๊าซธรรมชาติ กำลังผลิต 200 เมกะวัตต์ในเมียนมา ช่วยต่อยอด-ขยายธุรกิจ

ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ บริษัท ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ UPA มีมติอนุมัติให้สัตยาบันในการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement) ระหว่างบริษัท เมียนมา ยูพีเอ จำกัด (Myanmar UPA Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท กับการไฟฟ้าแห่งสหภาพเมียนมา (Myanmar Electric Power Enterprise: MEPE) เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและจัดจำหน่ายไฟฟ้า เนื่องจากการเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าว เป็นการต่อยอดและขยายฐานธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ซึ่งบริษัทได้เริ่มขยายฐานธุรกิจมายังธุรกิจพลังงานจากการเข้าซื้อหุ้นสามัญของ บริษัทอันดามันเพาเวอร์ แอนด์ ยูทิลิตี้ จำกัด หรือ APU ให้กว้างขวางและต่อเนื่องยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน อันดามันเพาเวอร์ แอนด์ ยูทิลิตี้ มีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 1 โครงการ (โรงไฟฟ้า เฟส 1) กำลังการผลิต 6-20 เมกะวัตต์ และมีระยะเวลาของสัญญา 2 ปี แต่การเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในครั้งนี้ เป็นการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้า เฟส 2 ที่ดำเนินการโดย MUPA กำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ และมีสัญญา 30 ปี จึงมีความแน่นอนมั่นคงกว่า เพราะเป็นสัญญาระยะยาว และสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวส่งผลให้บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและบทบาทของบริษัทในธุรกิจพลังงาน ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทต่อยอดธุรกิจดังกล่าวได้ต่อเนื่อง และกว้างขวางยิ่งขึ้นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินของกิจการ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจ

ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าเฟส 2 ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอกันบก 2.4 กิโลเมตร มีขนาดพื้นที่ของโครงการ 59 ไร่ ดำเนินการก่อสร้างและลงทุนโครงการโดยบริษัทย่อย ที่จะเช่าที่ดินจาก MEPE ภายใต้สัญญาเช่าระยะยาวจนถึงวันสิ้นสุดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า มีกำหนดการก่อสร้าง 3 ปี เมื่อก่อสร้างเสร็จ โรงไฟฟ้าจะมีกำลังผลิตติดตั้ง 210 เมกะวัตต์ โดยสามารถผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ให้แก่ MEPE ด้วยกำลังผลิตตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 200 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทย่อยจะรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าเฟส 2 ตามพลังงานไฟฟ้าที่จำหน่ายจริง ในอัตราค่าไฟฟ้าที่กำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และมีอายุสัญญา 30 ปีนับจากวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อดำเนินการตามเงื่อนไขการมีผลบังคับของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทั้งหมดครบถ้วน

ปัจจุบันบริษัทได้ว่าจ้างบริษัท วอเล่ย์พาร์สันส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางวิศวกรรมในการเริ่มต้นโครงการ ออกแบบ คำนวณต้นทุนและวิเคราะห์โครงการ วางแผนและควบคุมการก่อสร้างจนกระทั่งโครงการสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ ซึ่งบริษัทคาดว่ารายงานของวอเล่ย์พาร์สันส์ จะแล้วเสร็จไตรมาสแรกปี 2560 โดยผลที่ได้น่าจะก่อให้เกิดความชัดเจนกับการประเมินความคุ้มค่าของโครงการและการขอรับใบอนุญาตต่างๆ เนื่องจากรายงานของวอเล่ย์พาร์สันส์ จะมีความชัดเจนในรายละเอียดที่มีลักษณะเฉพาะของโครงการโรงไฟฟ้า เฟส 2 ที่มากกว่ารายงานการศึกษาโครงการในเบื้องต้นทางด้านเทคนิคและทางด้านการเงิน (Pre-feasibility Report) ของ EEC นอกจากนี้จะเป็นการลดความเสี่ยงของความไม่แน่นอนของการก่อสร้างโครงการ และจะทำให้ Risk Premium ในการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า เฟส 2 ลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้การดำเนินโครงการมีความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้นอีกด้วย