ใกล้สิ้นปีคนที่มีรายได้ประจำส่วนใหญ่เริ่มหาทางเลือกการ “ลงทุน” เพื่อ “ประหยัดภาษี” ด้วยเหตุนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ซีไอเอ็มบี
จึงจัดสัมมนา “วิเคราะห์เจาะลึก LTF&RMF” เพื่อหวังเป็นข้อมูลให้ผู้ลงทุนนำไปใช้ประกอบการพิจารณาลงทุน
“ถนอม เกตุเอม” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเทคนิควางแผนภาษีบุคคล (Tax Bugnoms ) บอกว่า สิ่งสำคัญของการวางแผนภาษี คือ การประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวม และถ้าจะเริ่มลงทุนอะไรก็ตาม ให้ตรวจสอบวัตถุประสงค์การลงทุนของตัวเองจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นประกัน หรือกองทุน LTF/RMF จากนั้นต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่ายังขาดอะไร ให้เติมเต็มสิ่งนั้นก่อน
สำหรับการตั้งต้นง่ายๆ คือ เริ่มที่ค่าลดหย่อน กลุ่มแรก “รายได้หักค่าใช้จ่าย” ตามแต่ละประเภทของรายได้ที่กฎหมายกำหนด เช่น มนุษย์เงิน รายได้ประเภทที่1 กฎหมายกำหนดหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดแค่ 40% ของเงินเดือนในปีนั้นแต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ในบางประเภทก็หักค่าใช้จ่ายได้น้อย จากนั้นมาพิจารณาค่าใช้จ่ายที่ลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติม เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ซื้อบ้านไม่เกิน3ล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้นมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างและมาตรการที่รัฐเพิ่มให้แต่ละปี อย่างเช่น เดือนส.ค.ปีนี้มีค่าลดหย่อนซื้อสินค้าโอท็อป ซึ่งบางคนไม่ค่อยรู้
แต่ที่สำคัญ “ถนอม” อยากให้โฟกัส “ค่าลดหย่อน” ที่เป็นการออมเงินและลงทุน เช่น ประกันสังคม 9,000บาท ,เบี้ยประกันชีวิต2ประเภท100,000 บาทและ200,000บาท , กองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) 500,000บาท ,กองทุนการออมแห่งชาติ 13,200 บาท ,เงินสมทบ กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน 500,000บาท
ส่วนวิธีการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ออมเงินและลงทุนดังกล่าว หลักง่ายๆ คือ ต้องถามตัวเองก่อนว่า “ซื้อไปเพื่ออะไร” สำหรับประกันชีวิตคนส่วนใหญ่จะมีเป็นพื้นฐานแต่ในส่วน LTF/RMF สามารถซื้อพร้อมกันได้ อยากให้มองความสำคัญเรื่องการเกษียณเป็นหลัก วางเป้าหมายทางการเงินต้องมีในพอร์ตและลดหย่อนภาษีได้ด้วยยิ่งดี ส่วนการถือครองแม้จะนานขึ้นแต่อาจมีผลดีกับเราและต้องมองความเสี่ยงการลงทุน ถ้าเลือกกองดีๆ ช่วยประหยัดได้มาก
นอกจากนี้เมื่อถือครองครบกำหนดแล้ว ถ้าไม่อยากขายกองจากผลตอบแทนช่วงนั้นอาจจะต่ำเตี้ยติดดิน ผู้ลงทุนสามารถสับเปลี่ยนกองLTFด้วยกันได้ ทั้งในบลจ.เดียวกันหรือข้ามบลจ. ก็ได้ หากมีกองLTFอื่นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า วิธีการสับกองเปรียบเหมือนการบริหารเงินให้มีงอกเงย แต่ผู้ลงทุนจะต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม ที่สำคัญต้องตัดสินใจเลือกให้ดีและต้องมีการจัดพอร์ตมาช่วยด้วย
ถนอม บอกว่า ปัญหาส่วนใหญ่ของคนซื้อ LTF ที่พบเจอมากที่สุดคือ “คนซื้อไปแล้วแต่เพิ่งรู้ว่าตนเองไม่ต้องเสียภาษี” หรือ“ซื้อครั้งเดียวเต็มเพดาน”จนไม่มีเงิน ประทังชีวิต สุดท้ายต้องขายกองก่อนกำหนดจนผิดเงื่อนไขการถือครอง ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและยังต้องจ่ายคืนภาษีส่วนแรก แถมเบี้ยปรับเงินเพิ่มให้กรมสรรพากร ซ้ำร้ายที่จำเป็นต้องขาย ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง ก็อาจจะขาดทุนได้อีก คนที่โชคร้ายแบบนี้ ในความจริงมีมาก
นอกจากนี้ก็มีบางคนพลาดพลั้ง ซื้อLTF เกินจำนวนที่ต้องเสียภาษีและถือครองเงินส่วนเกินต่อไป ตรงนี้น่ากลัว เพราะเงินส่วนเกินเมื่อขายต้องเสียกำไรจากการขายและเงินคำนวณภาษีเงินได้สูงขึ้น พบขาดทุนไม่คุ้ม
เมื่อพอรู้เทคนิคแล้วแต่ถ้ามีรายได้1ล้านบาทต่อปี วางแผนอย่างไรดีนั้น อีกหนึ่งกูรูกองทุนรวม “ธนัฐ ศิริวรางกูร” นักวางแผนการเงินอิสระ บล็อกเกอร์กองทุนรวม คลินิกหมอนัท หรือ “หมอนัท” แนะนำว่า ควรเริ่มจากการวางแผนคำนวณเงินที่จะซื้อ LTF/RMFให้ถูกต้อง และควรลงทุนกับRMFก่อน LTF เพราะว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือ “เกษียณ” ถ้าเงินเกษียณไม่พอจะลำบากมาก เมื่อเติมเต็มเป้าหมายนี้เรียบร้อยแล้ว
จากนั้นต้องมาสร้างพอร์ต LTF/RMF ให้ดี เปรียบเทียบผลตอบแทนระยะยาว(3-5ปี) ผลตอบแทนต้องดีสม่ำเสมอ อย่าซื้อเพลินจนลืม มีหุ้นมากจนเกินไปก็ไม่ดี ต้องจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงแล้วซื้อLTF แบบเก็บสะสม ไม่จำเป็นต้องซื้อหลายกอง เพราะ ทุก บลจ.จะเลือกเก็บหุ้นตัวใหญ่ ผลตอบแทนดีกันหมด ทำให้ผลตอบแทนก็ออกมาเฉลี่ยเท่าๆกันอยู่แล้ว
แต่มองว่า สิ่งที่สำคัญ คือ ผู้ลงทุนเข้าใจประเภทLTF/ RMF ความเสี่ยง สไตล์การลงทุนของแต่ละกองทุน และอย่าลืมตรวจดูค่าธรรมเนียม ไม่ควรแพงมากเพราะต้องถือยาว นอกจากนี้ บลจ. และผู้จัดการกองทุนก็มีความสำคัญ ต้องรู้สไตล์ ที่พลาดไม่ได้
ท้ายสุด หมอนัท ย้ำว่า “อย่าลืม” ทยอยซื้อทุกสัปดาห์จนถึงสิ้นปี เพราะการทยอยซื้อมีโอกาสได้ราคาที่ดีกว่าซื้อเป็นก้อนในช่วงปลายปี ใครจะตัดสินใจเริ่มซื้อวันนี้เลยก็ได้ไม่ว่ากัน








