วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (2 ธ.ค.59)

ประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่แล้ว

คาดหุ้นไทยวันนี้กลับมาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ หลังจากทั้งหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับฐานเมื่อวานโดยที่นักลงทุนกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องการปรับดอกเบี้ยของ Fed หลังจากตัวเลขอุตสาหกรรมสหรัฐล่าสุดออกมาเข้มแข็งมาก ทั้งนี้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการคลังของ Trump และการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันได้ทำให้การคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นไปอยู่แล้วในไม่กี่วันที่ผ่านมา วันนี้นักลงทุนให้ความสนใจตัวเลขการว่าจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐที่จะประกาศคืนนี้ ภายในประเทศนายกรัฐมนตรีประยุทธประกาศว่าประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่แล้ว อัตราเงินเฟ้อของไทยเดือน พ.ย. ก็เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันแล้ว ยืนยันถึงการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง


หุ้นเด่นวันนี้: TSE (ราคาปิด 5.15 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS 6.10 บาท)

บมจ. ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ เป็นหุ้นเด่นในวันนี้ด้วย Valuation ที่ยังคงน่าสนใจ เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตของบริษัทฯ ปัจจุบัน TSE ดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศในญี่ปุ่น ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารวม 102 เมกะวัตต์ ประกอบกับการเติบโตจากโครงการในอนาคตจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น 33 เมกะวัตต์และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล 22 เมกะวัตต์ในประเทศ ซึ่งมีกำหนดจะก่อสร้างและพัฒนาในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นไปได้เพิ่มเติมอีก 60 เมกะวัตต์ในญี่ปุ่น แนวโน้มธุรกิจในระยะยาวยังคงสดใสด้วยโอกาสในการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นหลังเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ รวมไปถึงศักยภาพในการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนแห่งชาติ ฐานะทางการเงินที่พร้อมเชื่อว่าจะช่วยให้บริษัทฯ บรรลุตามแผนการลงทุนข้างต้นได้ คาดกำไรสุทธิเติบโตทำระดับสูงสุดใหม่ต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตทบต้นเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของ EPS ในช่วงปี 2560-62 ที่ 18% ขับเคลื่อนจากการทยอยผลิตไฟฟ้าของโครงการในมือที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว ขณะที่โครงการใหม่อื่น ๆ ในอนาคตถือเป็น Upside ต่อประมาณการของเรา เรามอง Valuation ของราคาหุ้น TSE น่าสนใจจากค่า PEG ปี 2560 ที่ 0.89 เท่า ซึ่งต่ำกว่าแนวโน้มการเติบโตของบริษัท นอกจากนี้ ค่า PER ในอนาคตจะทยอยลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 10.8 เท่าในปี 2562 ขณะที่ยังมีโอกาสเติบโตใหม่ๆ ในธุรกิจพลังงานทดแทนสำหรับบริษัทรออยู่ข้างหน้าหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว ในส่วนของ Price Pattern ของ TSE ยังคงมีความแข็งแกร่งในแนวโน้มหลักที่เป็นแนวโน้มขาขึ้น จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ TSE ระยะสั้นมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 5.20 บาท ซึ่งหาก TSE สามารถ Break ด้วยการปิดตลาดเหนือ 5.20 บาทได้ คาดว่าจะไปทดสอบเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 6.20 บาทต่อไป ซึ่ง TSE มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 5.05 บาท (แนวต้าน: 5.20, 5.25, 5.35; แนวรับ: 5.10, 5.05, 4.96)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ราชอาณาจักรไทยมีพระมหากษัตริย์องค์ใหม่แล้ว หลังจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ ตามคำกราบบังคมทูลของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ซึ่งนายประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า “ขณะนี้ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์องค์ใหม่แล้ว” (Bangkok Post)

• ดัชนีราคาผู้บริโภค พ.ย. เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่แปด แรงสุดในรอบ 23 เดือน ก.พาณิชย์รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 0.6% เทียบปีก่อน จากที่เพิ่มขึ้น 0.34% ใน ต.ค. ส่วนใหญ่เป็นเพราะราคายาสูบและแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้น ผลสำรวจ Reuters ประมาณการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.66% เมื่อเทียบรายเดือน ระดับราคาหดตัว 0.06% เงินเฟ้อพื้นฐานเท่ากับ 0.72% เทียบปีก่อนและ 0.03% เทียบเดือนก่อน เงินเฟ้อทั่วไปตั้งแต่ ม.ค. ถึง พ.ย. เท่ากับ 0.1% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.74% ในช่วงเวลาเดียวกัน ก.พาณิชย์คงเป้าเงินเฟ้อปีนี้ไว้ที่ 0-1% และปีหน้าที่ 1.5-2% (Bangkok Post)

• "สมคิด" นำคณะโรดโชว์จีน 7-12 ธ.ค. โชว์ศักยภาพลงทุนพื้นที่ EEC-10 อุตฯ เป้าหมายนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะนำคณะผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ บีโอไอ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางไปขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน รวมทั้งจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุนและงานสัมมนาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนใน 3 เมืองใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ เมืองเซินเจิ้น เมืองหางโจว และกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 7-12 ธันวาคม 2559 เพื่อจะเชิญชวนนักธุรกิจจีนให้เข้ามาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC: East Economic Corridor) รวมถึงจะนำคณะบีโอไอพบหารือผู้ประกอบการรายใหญ่จากประเทศจีนไม่น้อยกว่า 10 บริษัท ที่แสดงความสนใจจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย (InfoQuest)

ต่างประเทศ:

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นต่อเมื่อวันพฤหัส โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีครึ่ง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและนโยบายของทรัมป์จะหนุนให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปี ล่าสุดปรับตัวลง 21/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 2.4445% เพิ่มขึ้นเกือบ 8 bps จากเมื่อวันพุธ ราคาพันธบัตรอายุ 30 ปีร่วงลง 1-19/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 3.1027% เพิ่มขึ้นเกือบ 8 bps เช่นกันจากเมื่อวันพุธ (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเทียบกับสกุลเงินหลักเมื่อวันพฤหัส จากการทำกำไรหลังจากนักลงทุนคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นภายใต้การบริหารของทรัมป์และยังคงระมัดระวังก่อนการประกาศตัวเลขการจ้างงานในวันศุกร์นี้ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐลดลง 0.4% อยู่ที่ 101.06 โดยแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 ปีครึ่งที่ 102.05 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และในเดือนพ.ย. ดัชนีฯ ปรับตัวขึ้น 3.1% (Reuters)

• นักลงทุนหันมาจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ เพื่อยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง และจับตาความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมระหว่างวันที่ 13-14 ธ.ค. (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดผสมผสานเมื่อวันพฤหัส เนื่องจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกดดันดัชนี NASDAQ และดัชนี S&P500 ส่วนดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน และเนื่องจากมีแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น นักลงทุนจึงลดความเสี่ยงในการลงทุนในบริษัทที่มีค่าพีอีสูง ซึ่งรวมถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีบางตัว (Reuters)

• ยอดการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างสหรัฐในเดือนต.ค. เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน และตัวเลขประมาณการในเดือนก.ย.และส.ค. มีการปรับเพิ่มขึ้น บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของภาคการก่อสร้าง ยอดการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างในเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 0.5% MoMอยู่ที่ 1.173 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 59 ยอดการใช้จ่ายฯ ในเดือนก.ย. และส.ค. ได้รับการปรับทบทวนให้อยู่ในระดับที่ทรงตัว และเพิ่มขึ้น 0.5% ตามลำดับ ซึ่งก่อนหน้านี้ยอดการใช้จ่ายฯ ของทั้ง 2 เดือนมีรายงานว่าลดลง ยอดการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 3.4% YoYในเดือนต.ค. และเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ (Reuters)

• ISM: กิจกรรมภาคการผลิตสหรัฐขยายตัวในเดือนพ.ย.และเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมขยายตัวติดต่อกัน 90 เดือนแล้ว สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) รายงานดัชนีภาคการผลิตของ ISM ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 53.2 ในเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 1.3 ppsจากเดือนต.ค. ที่ 51.9% (ISM)
• Markitรายงานกิจกรรมภาคการผลิตสหรัฐฯ ขยายตัวแข็งแกร่งในเดือนพ.ย. โดยดัชนี PMI สรุปสุดท้ายของเดือนพ.ย. อยู่ที่ 54.1 สูงขึ้นจาก 53.4 ในเดือนต.ค. ก่อนหน้า และเป็นการสูงขึ้นจากตัวเลขเบื้องต้นก่อนหน้านี้ที่ 53.9 นอกจากนี้ยังเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 58 (IHS Markit)

ยุโรป:

• หุ้นยุโรปปรับตัวลดลงวันพฤหัส โดยมีแรงเทขายโดยทั่วไป สวนขาขึ้นในช่วงสองวัน และถอยร่นจากจุดสูงสุดรอบสามสัปดาห์เมื่อวาน เกือบทุกหมวดธุรกิจอยู่ในแดนลบทั้งนั้น เว้นแต่หมวดโภคภัณฑ์เพราะประเทศผู้ผลิตน้ำมันได้ตกลงลดกำลังการผลิต อย่างไรก็ดี หุ้นอิตาลีสวนเทรนด์ขาลง พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดรอบสามสัปดาห์เพราะผลสำรวจอย่างไม่เป็นทางการของการลงประชามติในวันอาทิตย์ชี้ว่าการทิ้งห่างระหว่างการโหวต No ที่เหนือการโหวต Yes นั้นแคบลง (Reuters)

• ตัวเลข PMI ยูโรโซนระบุว่า พ.ย. เป็นเดือนที่ดีที่สุดของผู้ผลิตในยูโรโซนนับแต่ต้นปี 57 โดยได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อนลงและความต้องที่สูงขึ้น ตัวเลขสุดท้ายของดัชนี PMI การผลิตของยูโรโซนแตะจุดสูงสุดรอบ 34 เดือนใน พ.ย. ที่ 53.7 เพิ่มจาก 53.5 ในเดือน ต.ค. และไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขเบื้องต้น PMI อยู่ในแดนขยายตัวเป็นเดือนที่ 41 ยืนได้เหนือระดับ 50.0 (IHS Markit)

เอเชีย:

• สมาชิกคณะกรรมการBOJ นายมาโกโตะซากุราอิกล่าวในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่าค่าเงินเยนที่อ่อนจะช่วยเร่งอัตราเงินเฟ้อ แต่เน้นว่ายังไม่น่าพอใจ สำหรับความมีเสถียรภาพของสกุลเงิน ค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเงินเยน แตะระดับสูงสุดช่วง 9 เดือนครึ่ง ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังโอเปกตกลงที่จะลดกำลังการผลิต คาดว่าทำให้เงินเฟ้อและและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น (Reuters)

• คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือหลังทำการทดสอบนิวเคลียร์เป็นครั้งที่ 5 และใหญ่ที่สุดในเดือนกันยายน การคว่ำบาตรมีจุดมุ่งหมายเพื่อตัดรายได้การส่งออกปีของเกาหลีเหนือไปราวหนึ่งไตรมาส โดยตัดการส่งออกที่มีมูลค่ามากสุดของเกาหลีเหนือ คือถ่านหินประมาณ 60% ที่มียอดขายประจำปีราว 400.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 7.5 ล้านเมตริกตัน แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า คาดว่าจีนเป็นประเทศเดียวซื้อถ่านหินเกาหลีเหนือจะลดการนำเข้าบางส่วน เป็นมูลค่า700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2558 ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรใหม่นี้ (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• น้ำมันดิบสหรัฐบวก 4% วันพฤหัสBrent ขึ้นไปจุดสูงสุดในรอบ 16 เดือน บวกต่อเพราะ OPEC และรัสเซียตกลงลดกำลังการผลิตเพื่อลดอุปทานล้นเกินให้เร็วยิ่งขึ้น น้ำมันดิบ Brent ล่วงหน้าบวก 2.10 ดอลลาร์สหรัฐหรือ 4.1% ปิด 53.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งไปถึง 5.2% แตะ 54.53 ดอลลาร์สหรัฐ น้ำมันดิบสหรัฐส่งมอบ ม.ค. ปิดบวก 1.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (+3.3%) อยู่ที่ 51.06 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้นไปแตะ 51.80 ดอลลาร์ หรือต่ำกว่าจุดสูงสุดปี 59 แค่เพียง 13 เซนต์ (Reuters)

• ราคาทองคำแตะจุดต่ำสุดนับแต่ ก.พ. ในวันพฤหัส เป็นลบต่อ ร่วงรายเดือนมากสุดในรอบกว่า 3 ปี เพราะราคาน้ำมันพุ่งดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร บั่นทอนความต้องการสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกผลอย่างทองคำในฐานะการลงทุนทางเลือก ราคาทองคำตลาดจรทรงตัวที่ 1,172.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังจากไปแตะจุดต่ำสุดรอบ 10 เดือนที่ 1,160.38 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองคำล่วงหน้าสหรัฐปิดลบ 0.4% ปิดที่ 1,169.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)

• ทองแดง LME ร่วงวันพฤหัสเพราะเริ่มมีการปิดสถานการณ์เก็งกำไรเพราะกังวลว่าราคาที่วิ่งขึ้นมาช่วงหลังการเลือกตั้งนั้นจะมีเสถียรภาพจริงหรือเปล่า ราคาทองแดงสามเดือนตลาด LME ปิดลบ 0.6% ที่ 5,791 ดอลลาร์ต่อตัน ไม่ได้ห่างจากจุดต่ำสุดรอบสัปดาห์เมื่อวันที่แล้ว (Reuters)