บริษัทที่ปรึกษา โบรกเกอร์และโซลูชั่นส์ระดับโลก“วิลลิส ทาวเวอร์ส วัทสัน”เผยผลสำรวจประจำปีเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของอัตราเงินเดือนประจำปี2559
ที่ดำเนินการสำรวจในเดือน พ.ย.2559 ครอบคลุมบริษัท 231 แห่ง จากกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการต่างๆในประเทศไทย คาดว่าจะใช้ปรับเงินเดือนสำหรับลูกจ้างในกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปี 2560
พิชญ์พจี สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทวิลลิส ทาวเวอร์ส์ วัทสัน ประเทศไทย เปิดเผยว่าจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ “คงที่”ในปี 2560 จากการคาดการณ์ “จีดีพี” ประเทศไทยขยายตัวใกล้เคียงปีนี้ที่ราว 3.2-3.3% ดังนั้นในการสำรวจค่าตอบแทนของอุตสาหกรรมต่างๆ ประเมินการปรับขึ้นเงินเดือนปี 2560 ใกล้เคียงกันเฉลี่ยที่ 5.5% หรือเท่ากับปีนี้
อย่างไรก็ตามคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปีหน้าอยู่ที่ 1.1% ขณะที่อัตราการปรับเงินเดือนเฉลี่ยที่ 5.5% ดังนั้นจะมีเงินเข้ากระเป๋าในตลาดแรงงานที่อัตรา 4.4% ต่ำกว่าปีนี้ที่มีรายได้จริงที่อัตรา 5.3% เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อต่ำกว่า
“ค่าตอบแทนจากการปรับเงินเดือนปีหน้าที่เข้ากระเป๋าแรงงานต่ำกว่าปีนี้ แม้ตัวเลขปรับเงินเดือนเฉลี่ยเท่ากัน เพราะราคาสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จีดีพี จะเติบโตเท่าปีนี้ ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจทรงตัว ผู้บริโภคจะระมัดระวังการจับจ่าย จากเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นน้อยกว่าปีนี้”
จากการสำรวจการปรับเงินเดือนปี 2560 รายอุตสาหกรรม พบว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยสูงสุดคือ ธุรกิจประกันชีวิตที่ 6% ,ธนาคารและสถาบันการเงิน 5.4% ,อุตสาหกรรมไฮเทค 5.5% ,ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 5.5% และต่ำสุดคือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
โบนัสปี59เฉลี่ย2.4เดือน
การสำรวจความเคลื่อนไหวของอัตราเงินเดือนปี 2559 ด้านการจ่าย “โบนัส”ปีนี้ มีความแตกต่างกันมากขึ้น ตั้งแต่ 1.8 เดือนถึง 3 เดือน
ค่าเฉลี่ยการจ่ายโบนัสปี2559 ของอุตสาหกรรมที่ทำการสำรวจอยู่ที่ 2.4 เดือน ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยกลุ่มธนาคารและบริการทางการเงิน จ่ายโบนัสสูงสุด 3 เดือนของเงินเดือน
ตามมาด้วยกลุ่มธุรกิจประกันชีวิต 2.9 เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีแนวโน้มเติบโตในปีหน้า เนื่องจากสินค้าประกันชีวิตมีหลากหลายสำหรับทุกวัย ขณะที่จำนวนผู้ซื้อประกันชีวิตของไทยยังมีอัตราไม่สูง ซึ่งมีโอกาสเติบโตหลังจากนี้ ส่งผลให้บุคลากรในธุรกิจนี้ มีแนวโน้มปรับขึ้นเงินเดือนสูงสุดในปีหน้า และมีอัตราลาออกต่ำ ส่วนกลุ่มธุรกิจประกันภัยและอิเล็กทรอนิกส์ จ่ายโบนัสต่ำสุด ที่ 1.8 เดือน
วิศวะ-เทคโนฯเริ่มต้นสูงสุด
อโณทัย ศรวัฒนะ ผู้จัดการฝ่ายสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ บริษัทวิลลิส ทาวเวอร์ส์ วัทสัน ประเทศไทย เปิดเผยว่าแม้ปีหน้าการปรับขึ้นเงินเดือนจะอยู่ในภาวะ “คงที่”ในกลุ่มพนักงานเกือบทุกระดับ แต่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าตอบแทนสำหรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานในปีหน้า เนื่องจากรัฐบาลจะปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำที่ 1-3% ใน 69 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่ ม.ค.2560
ทั้งนี้ จากการสำรวจในปีนี้ พบว่าอัตราค่าจ้างเริ่มต้น สำหรับผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สูงสุดได้แก่ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เดือนละ 20,583 บาท , การเงินและบัญชี 20,000 บาท ,กฎหมาย 18,000 บาท
ทั้งนี้ ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเทคนิค วิศวกรรม วิทยาศษสตร์ ฯลฯ สามารถขอเงินเดือนเริ่มต้น 27,000 บาท เป็นระดับสูงสุดของอุตสาหกรรม ส่วนผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาทั่วไป เงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000-20,000 บาท ขณะที่กลุ่มต่ำกว่าปริญญาตรี เริ่มต้นที่ 10,000-13,000 บาท
ตลาดแรงงานซึมลาออกต่ำ
พิชญ์พจี กล่าวอีกว่าในปี2559 อัตรา“ลาออก”ของพนักงานอยู่ที่ 12% ต่ำกว่าปี 2558 เฉลี่ยที่ 14% เนื่องจากปีนี้ภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างนิ่ง ไม่มีอุตสาหกรรมใดเติบโตอย่างหวือหวา ขณะที่กระแสสตาร์ทอัพ เป็นการลาออกของกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อไปประกอบธุรกิจของตัวเอง ไม่ใช่การลาออกเพื่อเปลี่ยนงานของอุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ
“ในภาวะที่ไม่มีอุตสาหกรรมใดขยายตัวโดดเด่น ตลาดแรงงานปีนี้เรียกว่าไม่ฮอต อัตราการลาออกจึงไม่สูง เช่นเดียวกับอัตราว่างงานที่อยู่ระดับต่ำราว 1%”
ผลสำรวจปีนี้กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตรา“ลาออก”ของพนักงานสูงสุด คือ กลุ่มคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ และอิเล็กทรอนิกส์ ในอัตรา 16% กลุ่มที่มีอัตราการลาออกต่ำสุด คือ ประกันชีวิต,ประกันภัย และไฮเทค อยู่ที่ 10%
สาเหตุที่กลุ่มคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์มีอัตราการเข้าออกพนักงานสูงสุด เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต รวมถึงการที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการจัดการซัพพลายเชนแห่งใหม่ของภูมิภาคอาเซียน
ขณะที่ปี 2558 กลุ่มประกันชีวิตและไฮเทค มีอัตราการลาออกของพนักงานสูงสุด แต่ปีนี้กลับมีอัตราลาออกต่ำสุด เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น และมีแนวโน้มเติบโต รวมทั้งนายจ้างได้นำกลยุท์และแผนการรักษาบุคลากรมาใช้ในองค์กรมากขึ้น
ปรับสวัสดิการรักษาเจนวาย
ด้านสวัสดิการที่อุตสาหกรรมต่างๆ เสนอให้พนักงาน พบว่า ทุกองค์กรให้สิทธิการลาพักร้อน 100% ตามมาด้วยการรักษาพยาบาล 94% ,การประกันชีวิต 88%, การเกษียณอายุและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 87% ,ด้านอาหาร 18% และสวัสดิการแบบยืดหยุ่น 7% หรือเป็นรูปแบบสวัสดิการที่เลือกตามความพึงพอใจ
ปัจจุบันพนักงาน“เจนวาย” เป็นกลุ่มที่มีการลาออกมากกว่ากลุ่มอื่น แนวทางการปรับสวัสดิการแบบยืดหยุ่นตามความต้องการของพนักงานแต่ละวัยหรือแต่ละเจน เป็นแนวทางที่ตอบโจทย์บุคลากรและสามารถรักษากลุ่มเจนวายให้อยู่กับองค์กรได้มากขึ้น โดยอาจจะเสนอการทำงานเป็นโปรเจค เมื่อจบงานเสนอสวัสดิการให้ทันที เป็นรูปแบบการดูแลบุคลากรที่องค์กรต่างๆให้ความสนใจมากขึ้น
“ความคล่องตัวเป็นเทรนด์ใหม่สำหรับองค์กร ที่ต้องพร้อมรับมือตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก เพื่อบริหารและจัดการองค์กร พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน”








